เนชั่นทีวี

ข่าว

เปิด 6 ช่องลดโทษ-พักโทษ-พ้นโทษ ติดคุกแบบ “ฟาสต์แทร็ก” ไทยแลนด์โอนลี่?

18 ส.ค. 2569 | prisana_tha

เปิด 6 ช่องลดโทษ-พักโทษ-พ้นโทษ ติดคุกแบบ “ฟาสต์แทร็ก” ไทยแลนด์โอนลี่?

เปิด 6 ช่องลดโทษ-พักโทษ-พ้นโทษ ติดคุกแบบ “ฟาสต์แทร็ก” ไทยแลนด์โอนลี่? จากตัดสินจำคุก 10 ปี อาจเหลือติดคุกจริงแค่ 1 ปี

เปิด 6 ช่องลดโทษ-พักโทษ-พ้นโทษ ติดคุกแบบ “ฟาสต์แทร็ก” ไทยแลนด์โอนลี่? จากตัดสินจำคุก 10 ปี อาจเหลือติดคุกจริงแค่ 1 ปี

KEY

POINTS

  • “ติดคุกตลอดชีวิต” อาจไม่เท่ากับจำคุกจริงตลอดชีวิต หลังกลไกลดวันต้องโทษ พักโทษ เปิดช่องให้ผู้ต้องขังได้รับการลดโทษตามเงื่อนไข
  • จับตา “ฟาสต์แทร็ก” นักโทษฐานะดี ที่สามารถใช้หลายกลไกประกอบกัน ทั้งปรับชั้นนักโทษ ลดวันต้องโทษ ขออภัยโทษ และพักโทษ จนระยะเวลารับโทษจริงอาจสั้นกว่าคำพิพากษาอย่างมาก
  • ตั้งคำถามอำนาจราชทัณฑ์กับคำพิพากษาศาล พร้อมเสนอทบทวนระบบ เช่น กำหนดโทษขั้นต่ำ เพิ่มฝ่ายตุลาการร่วมพิจารณา และวางมาตรฐานการลดวันต้องโทษให้รัดกุมขึ้น

ประเด็นร้อนที่สังคมตั้งคำถาม เมื่อ “คำพิพากษาจำคุกถึงที่สุด” ไม่ได้หมายความว่าผู้ต้องขังจะต้องอยู่ในเรือนจำครบตามจำนวนปีที่ศาลกำหนด คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “ศาลลงโทษกี่ปี” แต่อยู่ที่ว่า ระหว่างทางมีกลไกใดบ้างที่ทำให้โทษจำคุกลดลง ทั้งลดโทษ พักโทษ และอภัยโทษ และใครมีอำนาจตัดสินใจ อย่างกรณีล่าสุด นายเล่าต๋า แสนลี่ ราชายาเสพติด ถูกศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต จากคดีค้ายาไอซ์เมื่อปี 2559 แต่ได้รับการปล่อยตัวในเดือนสิงหาคม 2569 จากโทษจำคุกตลอดชีวิต ราชายาเสพติดผู้นี้ ถูกจำคุกจริงแค่ 8 ปี 3 เดือน 28 วันเท่านั้น

 

ประเด็นเรื่อง ลดวันต้องโทษ พักการลงโทษ และพระราชทานอภัยโทษ จึงถูกโฟกัสและถูกตั้งข้อสงสัยว่า คนบางกลุ่มอาจเข้าถึงสิทธิเหล่านี้ได้รวดเร็วกว่า หรือใช้หลายช่องทางประกอบกัน จนกลายเป็น “ฟาสต์แทร็ก” ออกจากเรือนจำได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดว่า กลไกเหล่านี้เป็น กระบวนการที่กฎหมายและระเบียบเปิดช่องไว้ ไม่ได้หมายความว่า ผู้ต้องขังทุกคนจะสามารถใช้สิทธิได้ทันที หรือได้รับการลดโทษโดยอัตโนมัติ

 

สิทธิในการขอลดหย่อนโทษ “ลดโทษ-พักโทษ-อภัยโทษ ฯลฯ”

 

การลดโทษ ตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ หรือ ระเบียบ หรือกฎกระทรวงยุติธรรม “ลดวันต้องโทษ” ลดได้สูงสุดเดือนละไม่เกิน 5 วัน โดยมีเงื่อนไข จำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน และเงื่อนไขชั้นของนักโทษ

 

การพักโทษ หรือ “พักการลงโทษ” ต้องรับโทษแล้ว 1 ใน 3 โดยมีเงื่อนไขประกอบ เรื่องอายุ สุขภาพ อาการป่วย

 

พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ มีการประกาศตามวาระสำคัญต่างๆ เป็นพระราชอำนาจ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 179

เปิดช่อง “ฟาสต์แทร็ก” วันแรกก็ได้ลดแล้ว

 

คำว่า “นักโทษวีไอพี” ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เมื่อนักโทษวีไอพี พ้นคุกด่วน! ของจริงยิ่งกว่าในกฎหมาย เพราะคนกลุ่มนี้จะมีเงินจ้างทนายความที่ชี้ช่องทางให้

 

ช่องทางที่ 1 “ลดวันต้องโทษ” ลดได้สูงสุดเดือนละไม่เกิน 5 วัน เฉพาะผู้ต้องขังชั้นเยี่ยมเท่านั้น  โดยผู้ต้องขังมี 6 ชั้น คือ 1. ชั้นเยี่ยม 2. ชั้นดีมาก 3. ชั้นดี 4. ชั้นกลาง 5. ชั้นเลว 6. ชั้นเลวมาก ทันทีที่เข้าเรือนจำ จะเป็น “ผู้ต้องขังชั้นกลาง” ก่อน จากนั้นจะค่อยๆ ขยับชั้น โดยปกติ 6 เดือนจึงจะได้รับสิทธิ

 

แต่สำหรับ ผู้ต้องขังที่เจ็บป่วย อายุเกิน 70 ปี ขยับเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมได้ทันทีและเร็วขึ้น

 

 ช่องทางที่ 2 “การพักโทษ/พักการลงโทษ” ต้องรับโทษไปแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 (น้อยที่สุดต้อง 1 ใน 3) มีเงื่อนไขประกอบเรื่องอายุ และสุขภาพ กรณี“ฟาสต์แทร็ก” โดยอ้างหลักฐานป่วยหนัก จะได้รับการยกเว้นเงื่อนไข ได้พักโทษ หรือ ส่ง รพ.นอกราชทัณฑ์

 

 ช่องทางที่ 3 “อภัยโทษหมู่” จะมีประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกาตามวาระสำคัญต่างๆ กรณี“ฟาสต์ แทร็ก” การขอพระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคล ทำเรื่องขอได้เลยตั้งแต่เข้าคุกวันแรก

 

พ้นโทษ “ฟาสต์แทร็ก” แบบบูรณาการ

 

นักโทษวีไอพีจะให้ทนายความเดินเรื่องแบบผสมทุกช่องทาง ทั้งปรับชั้นนักโทษ + ลดวันต้องโทษ + ขอพระราชทานอภัยโทษรายบุคคล + รอพระราชทานอภัยโทษหมู่ + ขอพักโทษ  กรณีอภัยโทษ บางครั้งลดสูงสุด 1 ใน 2 หรือ กึ่งหนึ่งเลยทีเดียว

 

กรณีตัวอย่าง นักโทษเด็ดขาดคนหนึ่ง คดีถึงที่สุดแล้ว โทษจำคุกรวม 10 ปี เข้าคุกวันแรก 1 ส.ค.

 

1.เริ่มจากยื่นขอพระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคลทันที ผลคือ อาจได้พระราชทานอภัยโทษทั้งหมด หรือลดโทษตามสัดส่วน (เป็นพระราชอำนาจ)

 

 2.วิ่งเต้นปรับชั้นนักโทษทันที ให้เป็น “นักโทษชั้นเยี่ยม” ผลคือ ได้สิทธิ “ลดวันต้องโทษ” เดือนละ 5 วันโดยอัตโนมัติ

 

 3.รับพระราชทานอภัยโทษหมู่ ในวาระสำคัญของชาติในเดือน ส.ค.  ผลคือ สมมติได้ลดโทษ 1 ใน 3 โทษของตัวเองจะลดไป 3 ปี 3 เดือน จะเหลือโทษจำคุก 7 ปี 9 เดือน ทันทีที่โทษจำคุกลดลง เงื่อนไขรับโทษ 1 ใน 3 เพื่อพักโทษ ก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย (โทษจำคุกที่เหลือ 7 ปี 9 เดือน / รับโทษ 1 ใน 3 จะเหลือ 2 ปีกว่า ไม่ใช่ 3 ปีกว่าเหมือนตอนโทษยังเหลือเต็ม 10 ปี)

 

 4.รับโทษต่อไปอีก 4 เดือน ถึงเดือน ธ.ค. มีพระราชทานอภัยโทษหมู่อีกครั้ง ในวาระสำคัญของชาติ ผลคือ สมมติได้ลดโทษ 1 ใน 2 เพราะโทษรวมเริ่มเหลือน้อยแล้ว (7 ปีกว่า) เมื่อลดรอบนี้ โทษรวมจะลดลงอีกครึ่งหนึ่ง เหลือ 3 ปีกว่าเท่านั้น ทันทีที่โทษจำคุกลดลงเหลือ 3 ปีกว่า เงื่อนไขติดคุก 1 ใน 3 ก็จะลดลงไปอีก เหลือแค่ปีเศษ (จำคุกจริงมาแล้ว 4 เดือน จะเหลืออีกไม่ถึงปี หรือราวๆ ครึ่งปีกว่าๆ ก็เข้าเงื่อนไขพักโทษแล้ว)

 

5.อย่าลืมว่า ยังมีกระบวนการยื่นขอพระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคลไว้อีก หากโชคดี ผลคือ โทษจำคุกรวมจะลดลงอีก และเงื่อนไขติดคุกมาแล้ว 1 ใน 3 ก็จะยิ่งลดลง เผลอๆ ปลายปีเดียวกันก็ได้พักโทษแล้ว

 

6.นักโทษคนเดียวนี้ อายุเกิน 70 ปี มีอาการป่วยตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรือนจำ ด้วยโรคที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์รักษาไม่ได้ ขอไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลหรูข้างนอกได้ โดยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง และระหว่างนอนโรงพยาบาลข้างนอก ก็ทำ 4-5 ข้อข้างบนไปด้วย ผลคือ นอนไม่นาน ได้พักโทษกลับบ้าน โดยแทบไม่ต้องอยู่ในเรือนจำเลย

 

กรณีตัวอย่าง อดีตผู้ต้องขังคดีจำนำข้าวบางคนที่เป็นมหาเศรษฐี , กลุ่มผู้ต้องขังคดีการเมืองที่มีเส้นสาย , นักโทษเงินหนา คดียา และ สแกมเมอร์ เคยมีข่าวฉาวแม้กระทั่งเปิดฮาเร็ม

 

มุมมองต่อ “ราชทัณฑ์”  “ลดโทษ” คือ “งานของเรา?”

 

สำหรับ การลดวันต้องโทษ เป็นการพิจารณาในระดับเรือนจำ ส่วน การ “พักโทษ” เป็นอำนาจของ “คณะกรรมการ” (คณะกรรมการส่วนกลาง คณะกรรมการเรือนจำ และมีแยกย่อยเป็นเรือนจำกลาง กับเรือนจำภูมิภาค)

 

คณะกรรมการในส่วนกลาง ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงยุติธรรม (เดิมเป็น ปลัดกระทรวงมหาดไทย) ประธานกรรมการ ส่วนกรรมการ ประกอบด้วย  ผู้แทนกรมราชทัณฑ์ ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุดและผู้แทนกรมคุมประพฤติ โดยไม่มีรัฐมนตรี และตัวแทนศาล อยู่ในองค์ประกอบของคณะกรรมการ

 

คณะกรรมการพิเศษ พิจารณารายกรณี เช่น โทษเหลือมากกว่า 1 ใน 3 ก็อาจได้รับการพักโทษ ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงมหาดไทย ประธานกรรมการ ส่วน กรรมการ ประกอบด้วย ผู้แทนกรมราชทัณฑ์ ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด

 

 คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยลดวันต้องโทษจำคุก โดยชุดนี้จะ พิจารณาลดวันต้องโทษ และติดหรือไม่ติดกำไลอีเอ็ม ผลการพิจารณาถือเป็นที่สุด จบที่ราชทัณฑ์

 

หลักการ..หลักคิด ผิดหรือถูก?

 

ศาลบริหารความผิด อำนาจของศาลจบที่คำพิพากษาถึงที่สุด และออกหมายจำคุก ส่วนราชทัณฑ์บริหารโทษ ผลคือ มีการลดวันต้องโทษมากเกินไป ทำให้รับโทษจริงไม่ถึงร้อยละ 20 ของโทษที่ศาลกำหนดในคำพิพากษา

.

คำถาม ที่ตามมาคือ ราชทัณฑ์มีอำนาจมากกว่าศาลหรือไม่ กฎหมายให้อำนาจศาลลดโทษได้สูงสุดกึ่งหนึ่ง แต่ราชทัณฑ์เปิดช่องให้ลดวันต้องโทษได้สูงสุดถึงร้อยละ 80 หรือต้องเร่งระบายนักโทษออกเพราะล้นคุก?

 

ทางออกและการแก้ปัญหา

 

  • แก้ปัญหาในคดียาเสพติด เพราะนักโทษร้อยละ 80 เป็นคดียา
  • แยกคุมขังนักโทษเด็ดขาด กับผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี
  • วางมาตรฐานการพิจารณา “ลดวันต้องโทษ” ใหม่
  • เพิ่มเงื่อนไขการขอพระราชทานอภัยโทษ ที่ไม่ขัดกับพระราชอำนาจ
  • เพิ่มฝ่ายตุลาการเข้าไปในองค์ประกอบของคณะกรรมการพิจารณาลดโทษ/พักโทษ
  • กำหนดโทษขั้นต่ำสำหรับแต่ละฐานความผิด โดยต้องรับโทษขั้นต่ำครบก่อน จึงจะเข้าสู่การพิจารณาพฤตินิสัยว่า จะได้รับการลดวันต้องโทษ หรือขอพักโทษได้หรือไม่

ข่าวล่าสุด