"ฮั้ว สว." ส่อจบบริบูรณ์! อ่านใจ กกต. จ่อฟันแค่ "ปลาซิว" จับตา "รัฐบาล" ลอยตัวเมินตอบซักฟอก
18 ส.ค. 2569 | natthanan_chu

"ฮั้ว สว." ส่อจบบริบูรณ์! อ่านใจ กกต. จ่อฟันแค่ "ปลาซิว" จับตา "รัฐบาล" ลอยตัวเมินตอบซักฟอก รอดูลีลา "ปธ.ซารัมย์" คุมเกมสภาเดือด
ข่าว
18 ส.ค. 2569 | natthanan_chu

"ฮั้ว สว." ส่อจบบริบูรณ์! อ่านใจ กกต. จ่อฟันแค่ "ปลาซิว" จับตา "รัฐบาล" ลอยตัวเมินตอบซักฟอก รอดูลีลา "ปธ.ซารัมย์" คุมเกมสภาเดือด
KEY
POINTS
18 สิงหาคม 2569 การตรวจสอบขบวนการ "ฮั้ว สว." หรือที่ฝ่ายค้านนำโดย "ไอติม" พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน เรียกว่า "โกง สว." นั้น ฝ่ายตรวจสอบดำเนินการอยู่ 2 ขา
แต่เชื่อหรือไม่ว่า แม้คดีนี้จะต้องรอกระบวนการของ กกต. อีกราวๆ ครึ่งเดือนถึง 1 เดือนจึงจะรู้ผล และต้องรอเปิดสมัยประชุมสภาเพื่อให้ฝ่ายค้านยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทว่ากระบวนการตรวจสอบฮั้ว สว. กลับทำท่าจะจบบริบูรณ์เสียแล้ว เหตุผลเพราะ...
ขาที่ 1 เมื่อได้ถอดรหัสคำอธิบายเกี่ยวกับการทำงานของ กกต. ผ่าน นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. ซึ่งมาจากสายศาล และเป็นอดีตประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา ก็สามารถเดาทางได้เลยว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่จะถูกส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา พูดง่ายๆ คือ "ส่งฟ้อง" จะมีเฉพาะ "ปลาซิว" หรือเครือข่ายฮั้ว สว. ระดับ "ยิบย่อย" เท่านั้น เพราะ
นายสิทธิโชติ บอกว่า จะพิจารณาไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนเท่านั้น ซึ่งก็แปลว่า หลักฐาน "นอกสำนวน" ที่เปิดๆ กันอยู่นี้ จะไม่หยิบมาพิจารณา รวมถึงคลิปล่าสุด กรณี นายกเทศมนตรีตำบลโพนสา ที่ถูกระบุว่ามีการพูดอ้าง "ข้างบน" ด้วย เพราะน่าจะไม่ใช่หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา และไม่ได้เป็นพยานในคดี
นายสิทธิโชติ บอกว่า การพิจารณาของ กกต. ใช้วิธีพิจารณา "รายข้อหา" แถมผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนยังถูกร้องเรียนเชื่อมโยงข้อหาแตกต่างกัน บางคนโดนข้อหาเดียว บางคนโดนหลายข้อหา แล้วนำมาประมวลภาพรวมทั้งหมด จากนั้นจึงลงมติวินิจฉัยรายคน การลงมติเป็นรายคนและพิจารณารายข้อหา แปลว่าเป็นการ "ตั้งทรงคดี" แบบรายบุคคล ไม่ใช่มองว่าการฮั้ว สว. กระทำโดย "ขบวนการอั้งยี่ที่วางแผนมากระทำความผิด"
กรณีที่หลายฝ่ายพยายามเปิดเส้นทางเงิน เชื่อมโยงกับขบวนการฮั้ว สว. ประเด็นนี้หากฟังจากนายสิทธิโชติ ก็อาจจะเอาผิด สว.ตัวจริง และนักการเมืองตัวใหญ่ไม่ได้เช่นกัน โดยเทียบเคียงกับกรณีเจ้าหน้าที่ กกต. ถูกกล่าวหารับเงินจากคนใกล้ชิด สส.อำนาจเจริญ และถูกสอบสวนจนถูกไล่ออก (โดนออกไปก่อนจากข้อหาคล้ายๆ กันที่ จ.ตาก ส่วนเคสอำนาจเจริญ Ror กรรมการชุดใหญ่ชี้ขาด แต่ชุดอนุกรรมการลงมติไล่ออก) เพราะนายสิทธิโชติตอบคำถามนักข่าวที่ว่า เจ้าหน้าที่ กกต.โดนไล่ออก แต่ทำไม สส.ที่เกี่ยวข้องกลับไม่โดนอะไร โดยนายสิทธิโชติตอบว่า "เพราะคนโอนเงินไม่ใช่ตัว สส."
นายสิทธิโชติ ยังพูดเรื่องเดียวกันนี้ ซึ่งนำมาเทียบเคียงกับประเด็นที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้ กกต.ส่งสำนวนให้ศาลฎีกาทั้งหมด เพราะมี "หลักฐานอันควรเชื่อ" แล้ว แต่นายสิทธิโชติตอบทำนองว่า "มีข้อกล่าวหาเป็นเพียงแค่พยานบุคคล ต้องหาหลักฐานอื่นมาประกอบบ้าง" และว่า "หากเราส่งเรื่องไปศาล ถ้าพยานพูดกล่าวอ้างถึงใครแล้วเราส่งไปหมด โดยไม่มีหลักฐานอื่นประกอบ ศาลก็รับฟังไม่ได้เหมือนกัน"
คำตอบนี้แปลว่า ถ้ามีแค่พยานบุคคลกล่าวอ้างหรือกล่าวหา จะยกคำร้องทั้งหมด ใช่หรือไม่
นี่คือ 4 ประเด็นที่เราถอดรหัสมาจากคำสัมภาษณ์ของ กกต.สิทธิโชติ ซึ่งทำให้สามารถเดาผลล่วงหน้าได้เลยว่า กกต.จะยกคำร้องคดีฮั้ว สว. เป็นส่วนใหญ่ หรือเกือบทั้งหมดแน่นอน โดยคนที่โดนส่งศาลฎีกาจะมีแต่ "ระดับปลาซิว" หรือตัวเล็กๆ เท่านั้น
ขาที่ 2 การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน วันนี้นายกรัฐมนตรีพูดชัดยิ่งกว่าชัดว่า ฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายในประเด็นฮั้ว สว. ไม่ได้ เพราะไม่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล และหากยื่นมาจริงก็จะไม่ตอบ โดยระบุว่า "รัฐบาลนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่อง สว. ใดๆ ทั้งสิ้น สว.เป็นอีกสถาบันหนึ่ง เรื่องฮั้ว สว.ก็เป็นคำบัญญัติของใครที่อยากบัญญัติขึ้นมา รัฐบาลนี้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ปี 69 สว.เลือกกันปี 67 เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับรัฐบาลนี้... อะไรไม่เกี่ยวข้องเราก็ไม่ตอบ"
นอกจากนี้ นายกฯ ยังระบุอีกว่า "เรื่องฮั้ว สว.ถามผมไม่ได้ ผมอยู่ฝ่ายบริหาร มันมีความพยายามจะให้มาเกี่ยวโยงกับรัฐบาล ก็คงเป็นการพยายามทำให้รัฐบาลขาดความเชื่อมั่นต่างๆ ก็เป็นหน้าที่เป็นเกมของคนที่ไม่ได้อยู่ในรัฐบาลแล้วอยากเป็นรัฐบาล... อย่าคิดมาก ทุกอย่างอยู่ที่ผลการเลือกตั้งจริงๆ แพ้เลือกตั้งแล้วก็ต้องยอมรับกติกาก็ตรวจสอบไป แต่อย่าอยู่นอกเกม"
เมื่อสัญญาณจากหัวหน้ารัฐบาล และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกมาแบบนี้ คาดเดาได้เลยว่าลูกพรรคภูมิใจไทยที่ชื่อ โสภณ ซารัมย์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร มีหน้าที่พิจารณาญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน หากเนื้อหาในญัตติบรรยายถึงคดีฮั้ว สว. ท่านประธานโสภณจะบรรจุญัตติหรือไม่ หรือส่งให้ไปแก้ไข หากไม่แก้ก็ไม่ยอมบรรจุ
โดยเฉพาะเกมแบบนี้ถนัดยิ่งนัก ลองดูคำร้องที่ฝ่ายค้านยื่นถอดถอนคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งคณะ ที่ไปยกคำร้องคุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ ทั้งๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าซุกหุ้น ผ่านมา 2-3 เดือน ประธานโสภณยังไม่ส่งให้ประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะไต่สวนอิสระเลย ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญมาตรา 236 ไม่ได้เขียนให้อำนาจประธานสภาในการวินิจฉัยคำร้อง แค่ระบุว่า "หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหา ให้เสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ..." กฎหมายเขียนไว้แบบนี้คือไม่ได้ให้อำนาจท่านพิจารณาวินิจฉัย แต่ท่านยังหาช่องดึงเวลาและพลิ้วมาได้หลายเดือนแล้ว
แต่สำหรับการพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ข้อบังคับการประชุมสภาเขียนให้อำนาจท่านประธานโสภณเอาไว้แบบชัดเจน โดยในข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับล่าสุด พ.ศ. 2566 ข้อ 176 บัญญัติไว้ว่า "เมื่อประธานสภาได้รับญัตติตามข้อ 175 แล้ว (ญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ) ให้ทำการตรวจสอบ หากมีข้อบกพร่องให้ประธานสภาแจ้งผู้เสนอทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับญัตติ เมื่อประธานสภาได้ตรวจสอบความถูกต้องของญัตติแล้ว ให้บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องด่วนและแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ"
งานนี้คาดเดาได้เลยว่าเป็นหนังเรื่องยาวแน่ และแม้สุดท้ายประธานจะทานกระแสไม่ไหวจนต้องบรรจุวาระ แต่ผลพลอยได้ที่จะตามมาก็คือ
เป็นช่องทางให้บรรดา "องครักษ์พิทักษ์ระบอบน้ำเงิน" ลุกขึ้นประท้วงขัดจังหวะการอภิปรายได้ตลอดเมื่อมีการแตะเรื่องฮั้ว สว. และประธานโสภณก็จะวินิจฉัย "ปิดไมค์พูด" และบอกกับฝ่ายค้านว่า "ผมเตือนคุณแล้ว" รอดูละครการเมืองฉากนี้ได้เลย