4.หากมีกากตะกรันสังกะสีแคดเมี่ยมบางส่วนดังกล่าวได้ถูกหลอมในเตาหลอมของโรงงานนี้ (โรงงานที่ จ.สมุทรสาคร) ซึ่งไม่มีอุปกรณ์ควบคุมก๊าซพิษจะทำให้ไอระเหยของแคดเมียมระบายออกไปสู่บรรยากาศและก่อให้เกิดเป็นพิษอย่างร้ายแรงที่มีผล กระทบอย่างมากต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนใกล้เคียง
5.สารแคดเมียมเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งการหายใจและการกินจะทำให้มีโอกาสเป็นโรคมะเร็งปอด และโรคไตเรื้อรังจนไตวายและแคดเมี่ยมจะไปสะสมที่กระดูก เป็นโรคปวดข้อ โรคกระดูกผุ จะเจ็บปวดมากจนร้องโอ๊ยโอ๊ยหรืออิไตอิไต(ภาษาญี่ปุ่น) จึงเรียกว่าโรคอิไต อิไต
ล่าสุด ดร.สนธิ ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat อีกครั้ง โดยระบุว่า สิ่งควรพิจารณากรณีการอนุญาตให้เปิดหลุมขนกากแร่อันตรายออกไป
1.พื้นที่ที่อันตรายมากช่วงนี้คือพื้นที่ของโรงงานถลุงสังกะสีบริษัทผาแดง อินดัสทรีจำกัด(ชื่อเดิม)เนื่องจากมีการเจาะและเปิดบ่อฝังกลบกากตะกรันสังกะสีและแคดเมี่ยมซึ่งเก็บไว้มากกว่า 330,000 ตัน เพื่อขนไปไว้ที่โรงงานในจังหวัดสมุทรสาคร การเปิดหลุมฝังกลบกากอันตรายจะทำให้เกิดฝุ่นละอองของสังกะสีและแคดเมี่ยมฟุ้งกระจายในอากาศ ช่วงที่ผ่านมามีฝนตกลงมาและไหลลงแหล่งน้ำผิวดินโดยรอบ ดังนั้น คาดว่าจะมีการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม เข้าสู่ระบบห่วงโซ่อาหาร สู่สัตว์น้ำและร่างกายของประชาชนบ้างแล้ว หน่วยงานควรรีบไปตรวจสอบกำกับดูแลที่จังหวัดตากโดยด่วน อันตรายมากกว่าที่สมุทรสาคร
2.ระบบการอนุญาตนำกากอันตรายออกจากหลุมและขนไปโรงงาน จ.สมุทรสาคร ซึ่งอนุญาตให้ดำเนินการได้เฉพาะหลอมและรีไซเคิลแร่อลูมิเนี่ยมเท่านั้น แสดงว่ามีปัญหาในระบบการอนุญาตการกำกับหรือระบบ E- manifest ควรสอบสวน ด่วน!
3.หน่วยงานต้องเร่ง x-ray และตรวจสอบโรงงานรับกำจัดกากประเภท 101 (ฝังกลบกากอันตรายอย่างปลอดภัยหรือเผา,ประ เภท105 (คัดแยกและฝังกลบกากไม่อัน ตรายและประ เภท106 (รีไซเคิลขยะอัน ตรายและไม่อันตราย)ทุกแห่งอย่างรอบคอบและอย่างละเอียด เพราะเกิดปัญหาบ่อยครั้งและเป็นอันตรายอย่างมาก รวมทั้งเป็นแหล่งหาผลประโยชน์จากทุนต่างชาติด้วย
4.พรบ.โรงงานฉบับปี 2562 กำหนดให้ไม่ต้องต่ออายุใบอนุญาตโรงงาน ใบอนุญาตใช้ได้ตลอดไปอ้างว่าเพื่ออำนวยความสะดวกอาจทำให้การตรวจสอบโรงงานลดความเข้มงวดลง บางครั้งปล่อยปะละเลยจนเกิดปัญหามลพิษและกากอุตสาหกรรมปนเปื้อนหลายแห่ง
5.ควรออกกฎหมาย PRTR (Pollution Relese and Transfer Register)หรือทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษและสารพิษโดยต้องเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนทราบว่า ในแหล่งกำเนิดแต่ละแหล่งมีมสารพิษหรือสารเคมีประเภทใด ปริมาณเท่าใด ซึ่งในประเทศพัฒนาแล้วจะต้องมีกฏหมายฉบับนี้สำหรับคุ้มครองสุข ภาพอนามัยของประชาชน
ขอบคุณข้อมูลจาก : Sonthi Kotchawat