ส่วนเรื่องที่มีภาพบิ๊กโจ๊ก พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ปรากฎร่วมกับ "มินนี่" แล้วถูกนำมาโยงกันนั้น ทางทนายอนันต์ชัย กล่าวว่า การเป็นบุคคลสาธารณะ เวลาจะเดินทางไปที่ไหนย่อมมีคนมาขอถ่ายรูปเป็นปกติอยู่แล้ว ซึ่งคนที่มาขอถ่ายรูป หรือร่วมเฟรมภาพ อาจจะมีทั้งคนดีรวมไปถึงคนที่ทำผิดกฎหมายปะปนกันไป ดังนั้นการที่ถ่ายรูปกับคนที่กระทำผิดกฎหมายก็ไม่ได้หมายความว่าบุคคลผู้นั้นจะมีความผิดไปด้วย
“การที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไปร้องเพลง ไปถ่ายรูป รวมถึงที่มีดาราไปถ่ายรูป แล้วจะชั่วไปด้วยมันไม่ใช่ อย่าไปคิดอย่างนั้น เพราะคดีอาญาให้ดูที่เจตนา ว่ากระทำความผิดจริงหรือไม่ ตามมาตรา 59 ไม่ใช่ดูที่การถ่ายรูป"
อย่าขอเอาเรื่องของลูกน้อง ที่กระทำผิดมารวมกับผู้บังคับบัญชา เพราะการที่ลูกน้องทำผิดไม่ได้หมายความว่าผู้บังคับบัญชาจะทำผิดด้วย เพราะเรื่องเส้นทางการเมืองทั้งหมดนั้นตนเองทราบหมดแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม และเรื่องนี้ตนเองจะไม่ให้พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์พูดอีกแล้วทนายความจะเป็นผู้พูดแทน
ชวนคอข่าวมาร่วม เปิดประวัตินายอนันต์ชัย ไชยเดช ฉายา "ทนายกระดูกเหล็ก"
ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ปัจจุบันท่านอายุ 61 ปี เกิดและเติบโตที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เคยวาดฝันชีวิตตัวเองไว้ว่าอยากจะเป็นนักนิเทศศาสตร์ เนื่องจากชอบการเขียนบทประพันธ์ เขียนนวนิยาย เขียนกาพย์ ฉันท์ โคลง กลอน มาตั้งแต่เด็กๆ
แต่ในขณะที่ศึกษาอยุ่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ก็เกิดเหตุพลิกชีวิตให้เบนเข็มเข้าสู่เส้นทางสายกฎหมาย เนื่องมาจากคุณแม่ถูกโกงที่ดินกว่า 100 ไร่ เกิดการฟ้องร้องในศาลแต่กลับแพ้ เพราะทนายกินทั้งสองฝ่าย ทำให้หันมาเรียนปริญญาตรีด้านกฎหมาย หวังจะสร้างความชอบธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม เป็นเจ้าของ "มูลนิธิกองทัพธรรม"
เรียนกฎหมายเพราะคุณแม่ถูกโกง
เหตุนี้เองทำให้ ทนายอนันต์ชัย มุ่งเป้าไปที่การเรียนกฎหมาย เพื่อหวังจะสร้างความชิบให้เกิดในสังคม ไม่ต้องมีใครตกเป็นเหยื่อแบบคุณแม่ของตนอีก โดยทนายอนันต์ชัยเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อปี 2523 ใช้เวลาเรียนเพียง 3 ปีครึ่ง ก็สำเร็จการศึกษาในปี 2527
จากนั้นก็ไปศึกษาต่อเนติบัณฑิตไทย (นบท.) จากสำนักงานอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา สมัยที่ 39 อีก 1 ปีครึ่ง ก็เรียนจบในปี 2529 ต่อมาในปี 2546 ทนายอนันต์ชัยจบหลักสูตรโนตารีปับลิก รุ่นที่ 4 จากสภาทนายความ
ในปีถัดมา 2547 จบหลักสูตรประกาศนียบัตรกฎหมายชั้นสูง รุ่นที่ 6 จากสถาบันวิชาชีพกฎหมายชั้นสูง สภาทนายความ และศึกษาต่อเนื่องจนจบหลักสูตรเจ้าหน้าที่รายการวิทยุกระจายเสียง รุ่นพิเศษ 48 จากสถาบันการประชาสัมพันธ์ กรมประชาสัมพันธ์ ในปี 2548
กระทั่งในปี 2556 ทนายอนันต์ชัยเรียนจบหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองบัญชาการกองทัพไทย รุ่น 4 จากสถาบันจิตวิทยาความมั่นคง สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ และในปี 2557 ก็จบหลักสูตรชั้นปริญญาโท นิติศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยอีสเทอร์นเอเชีย
เส้นทางการทำงานด้านกฎหมาย
การทำงานด้านกฎหมายและผลงาน ประกอบอาชีพทนายความมาร่วม 40 ปีบนเส้นทางสายยุติธรรม
นอกจากเป็นทนายว่าความในคดีดัง ๆ แล้ว ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ยังรับงานเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายให้กับหลายบริษัทอีกด้วย ได้แก่
- บริษัท โฟร์คิง สตูดิโอ จำกัด
- นิตยสารบริษัท เดทัมกรุ๊ป จำกัด
- บริษัท ฮาตาริเทคโนโลยี่ จำกัด
- บริษัท แคลร์เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด
- บริษัท ศรุตยา จำกัด
- บริษัท เควสท์ (ประเทศไทย) จำกัด
- บริษัท สโตน บีลีฟเวอร์ จำกัด
“ทนายกระดูกเหล็ก” แม้ถูกขู่ทำร้าย ก็เดินหน้าสู้ไม่ถอย
ย้อนไปในปี 2551 หลังการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้มีอิทธิพล ทำให้ ทนายอนันต์ชัย ถูกกลุ่มผู้มีอิทธิพลใช้มีดสปาต้าฟันศีรษะที่บริเวณศาลอาญา อันเป็นผลมาจากจากการว่าความและดำเนินคดีในชั้นศาลโดยไม่เกรงกลัวต่อผู้มีอิทธิพล ซึ่งปรากฏภาพข่าวตามสื่อสารมวลชนทุกแขนง จนหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับลงวันที่ 23 เมษายน 2551 ได้ให้คำชมเชยเป็นฉายาว่า “ทนายกระดูกเหล็ก”
ส่องผลงานคดีเด็ดคดีดัง
เคยทำคดีดังและเป็นข่าวปรากฏตามสื่อสารมวลชน เช่น โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ เว็ปไซต์ฯ หลายคดี อาทิ
1. ปี พ.ศ. 2544 เป็นทนายความให้กับ ดร.วีระศักดิ์ อาภารักษ์ ฟ้องร้องดำเนินคดีกับนายทนง พิทยะ ปรากฏตามภาพข่าวจากหนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทย ฉบับลงวันที่ 4 ธันวาคม 2544 จนได้ให้คำชมเชยเป็นฉายาว่า “แจ็คผู้อาสาฉีกหน้ากากยักษ์ขี้ฉ้อ”
2. ปี2544 เป็นทนายความให้กับกลุ่มผู้ค้าหูฉลามย่านเยาวราช ฟ้องร้องดำเนินคดีกับองค์กรอนุรักษ์สัตว์ป่านานาชาติ (ไวล์ดเอด) จนปรากฏภาพข่าวโด่งดังไปทั่วโลก
3. ปี 2547 เป็นทนายความให้กับนายวีระ ลิมปะพันธ์ นายกสมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ฟ้องร้องดำเนินคดีกับกรรมการของสมาคมฯ ที่กล่าวหาว่ายักยอกทรัพย์
4. ปี 2548 - 2549 เป็นทนายความให้กับนางสาวชุติมา นัยนา (เอ้) อดีตนางสาวไทย และดารา นักแสดง ฟ้องร้องดำเนินคดีกับนิตยสารกอซซิปสตาร์ที่กล่าวหาว่านางสาวชุติมา นัยนา เป็นแม่เล้า
5. ปี 2549 เป็นทนายความให้กับนางสาวสกาวใจ พูลสวัสดิ์ (อ๋อม) ดารานักแสดง ฟ้องร้องดำเนินคดีกับบริษัท เอ็น.บี.ดี เฮลแคร์ จำกัด ในข้อหาละเมิด หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กรณีที่บริษัทแอบอ้างว่านางสาวสกาวใจเป็นตัวแทนงานโฆษณาของบริษัท
6. ปี 2549 - 2555 เป็นทนายความให้กับพลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจปราบปรามผู้มีอิทธิพลเกี่ยวกับสถานบริการและแหล่งอบายมุข ฟ้องร้องดำเนินคดีกับ พลตรีขัตติยะ สวัสดิผล และนายไพรจิตร ธรรมโรจน์พินิจ (ปอ ประตูน้ำ) ฯ
7. ปี 2551 หลังการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้มีอิทธิพล จึงถูกกลุ่มผู้มีอิทธิพลใช้มีดสปาต้าฟันศีรษะที่บริเวณศาลอาญา อันเป็นผลมาจากจากการว่าความและดำเนินคดีในชั้นศาลโดยไม่เกรงกลัวต่อผู้มีอิทธิพล ซึ่งปรากฏภาพข่าวตามสื่อสารมวลชนทุกแขนง จนหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับลงวันที่ 23 เมษายน 2551 ได้ให้คำชมเชยเป็นฉายาว่า “ทนายกระดูกเหล็ก”
8. ปี 2553 เป็นทนายความให้กับนางสาวสุรางคนา สุนทรพนาเวศ (ตา) อดีตรองนางสาวไทยและดารานักแสดง ฟ้องร้องดำเนินคดีกับ บริษัท ทีวีไดเร็ค จำกัด กรณีผิดสัญญาว่าจ้างและตัวแทน
9. ปี 2554 เป็นทนายความให้กับนายวิกิจ ธนสารสมบัติ ประธานบริษัทผลิตเสื้อยืดตราห่านคู่กรณีถูกหุ้นส่วนรุมทำร้ายร่างกายจนได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต
10. ปี 2556 เป็นทนายความให้กับนางสาวกมลนันท์ สังเกต ประติมากร และกรรมการบริษัท ร็อคคลา ไฟน์ อาร์ท จำกัด คดีที่ผู้เสียหายฟ้องต่อศาล ใช้เอกสารปลอม ยักยอก รท. เก๊ ตุ๋นไฮโซ ทั้งรถเก๋งและของหรู
11. ปี 2559 เป็นทนายให้กับนายสมเกียรติ ศรีจันทร์ (ชายพิการ) ที่ถูก 6 โจ๋รุมทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ชีวิต
12. ปี 2559 เป็นทนายความให้กับนายสาธร พุทธชัยยงค์ บิดาของนักเรียนนายร้อยตำรวจที่ฝึกโดดร่ม แล้วร่มไม่กาง เป็นเหตุให้เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2557
13. ปี 2559 คดีบริษัท ยูฟันสโตร์ จำกัด
คดีอื่นๆ
- คดีโรงโม่หิน
- คดีฆ่าปาดคอ
- คดีฆ่า 3 ศพ
- คดีพ่อค้า-แม่ค้าประท้วงเจ้าอาวาสวัดสามัคคีธรรม
- คดีฉกเงิน 3 ล้าน ธนาคารแห่งประเทศไทย
- คดีอุ้มเสี่ยค้าของเก่า
ทนายอนันต์ชัย ได้ย้ำความมั่นใจว่า
ไม่ต้องกลัว งานนี้ผมเอาอยู่
จากนี้จะขอเปลี่ยนฉายาให้พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ใหม่ จาก "โจ๊กหวานเจี๊ยบ" เป็น "โจ๊กอัคนี" สื่อถึงเปลวเพลิงที่เผาทุกสิ่งทุกอย่าง เเละมีความเเข็งเเกร่ง
ส่วนกรณีการเช็กบิล ตนเองจะมีการตั้งวอลรูม ทีมทนายความขึ้นมา และดูการให้สัมภาษณ์ของแต่ละบุคคลผ่านสื่อ รวมถึงสื่อมวลชนด้วย รวมถึงดูประเด็นต่างๆทั้งระบบ ใครออกเอกสารอะไรเปิดเผยมา ใครหมิ่นประมาท จะไล่เช็คบิลทั้งหมด และหากพบว่าใครที่พาดพิง ก็จะมาพิจารณาว่าจะฟ้องร้องดำเนินคดีหรือไม่ และการรับทำคดี ไม่เคยหนักใจ ทำคดีต้องชัวร์ รับทำคดีใครต้องดูข้อเท็จจริงข้อกฎหมายให้ชัดเจนแล้วและระบคดีนี้ เพราะมีช่องของการต่อสู้
“เงินที่บอกว่าโอนมา กับเงินที่พล.ต.อ.สุรเชษฐ์จ่ายไปไม่บาลานซ์กันและไม่สมเหตุสมผลกัน ค่ารักษาพยาบาลแม่ ค่าโทรศัพท์ ระดับรองผบ.ตร.จะมาตายน้ำตื่นแค่เรื่องแค่นี้เหรอ คิดว่ามันสมเหตุสมผลหรือไม่ ลูกน้องชั่วท่านจะชั่วด้วยเหรอ บางทีเรื่องส่วนตัวลูกน้องเขาก็ไม่ได้มาบอกลูกพี่ บางทีคนใกล้ชิดเป็นก็ไม่ใช่ว่าลูกพี่จะเป็นด้วย”
งานนี้ คอข่าวคงต้องรอติดตามทุกความเซอร์ไพรส์ จากทนายคนดัง ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงเร็วๆ นี้กันต่อไป ห้ามกระพริบตา ไม่เช่นนั้นคุณอาจตกข่าว!