ขณะที่อีกความเคลื่อนไหวจาก นางสาวฐิตินันท์ สุทธินราพรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท Gogolook ได้เน้นความสำคัญของการป้องกัน การฉ้อโกงและความมุ่งมั่นในการให้ความปลอดภัยแก่ผู้ใช้บริการ Whoscall ในประเทศไทย กล่าวเสริมว่า
"เมื่อเทคโนโลยีการฉ้อโกงพัฒนา อย่างต่อเนื่อง ทาง Gogolook มุ่งมั่นที่จะสร้างชุมชน ป้องกันการฉ้อโกงและสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้บริการ Whoscall พร้อมกับ การร่วมมือกับ GASA เพื่อเสริมสร้าง การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างภูมิภาคและการร่วมมือทางเทคโนโลยี และสร้างสรรค์โซลูชันส์ป้องกันการฉ้อโกงระดับโลก เพื่อปกป้องผู้ใช้จากอันตรายที่กำลังเพิ่มขึ้นจากการหลอกลวงด้วยเทคโนโลยีเสียงหรือการหลอกลวง โดยใช้ Generative AI"
Gogolook กระตุ้นให้คนไทยป้องกันตัวเองจาก AI ปลอมเสียง โดยระวังสายโทรเข้าที่ไม่พึงประสงค์ ดังต่อไปนี้
แม้ว่าจะรู้สึกคุ้นเคยกับเสียงที่โทรเข้ามาก็ตาม สิ่งสำคัญคืออย่ารีบทำตามสิ่งที่ปลายสายเร่งให้ทำ ควรเช็ก ตัวตนที่แท้จริงของผู้โทร ให้แน่ใจก่อนที่จะให้ข้อมูลส่วนตัวหรือดำเนินการใดๆ
การที่จะช่วยยืนยันตัวตนของผู้โทรคือ ติดต่อกลับโดยใช้หมายเลขโทรศัพท์ที่เราเคยบันทึกไว้ โทรหาคนใกล้ ตัวเขาเพื่อเช็ก
ไม่ควรเปิดเผยข้อมูลที่ละเอียดอ่อนหรือข้อมูลทางการเงินจนกว่าจะระบุตัวตนของผู้โทรที่แท้จริง นอกจากนี้ การดาวน์โหลดแอป Whoscall เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือเพื่อช่วยระบุหมายเลขโทรเข้าได้
ควรระมัดระวังหากมีการขอให้โอนเงินหรือขอความช่วยเหลือเร่งด่วน โดยเฉพาะหากเป็นวิธีชำระเงินที่ผิดปกติ ไม่โอนเงินไปหาบุคคลที่กล่าวถึงโดยตรง หรือ ผู้โทรพยายามกดดันให้ดำเนินการทันที
ในฐานะสมาชิกผู้ก่อตั้ง Gogolook หวังว่าความร่วมมือกับ GASA จะช่วยส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลการหลอกลวง ในระดับภูมิภาคและวงการต่างๆ อีกทั้งยกระดับการป้องกันการฉ้อโกงระดับโลกและเชื่อมเครือข่ายชุมชนการป้องกัน การฉ้อโกงในภูมิภาคเอเชียและตะวันตกเข้าไว้ด้วยกัน
ลองนึกภาพคุณได้รับโทรศัพท์จากคนรู้จักเพื่อขอให้โอนเงินจำนวน 10,000 บาท เพื่อช่วยปิดบัญชีหนี้สิน คุณจะได้เรียนรู้ว่าสายที่ได้รับไม่ใช่คนรู้จัก แต่เป็นเสียงปลอมที่สร้างขึ้นโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI โทรมาหลอกเหยื่อว่าเป็นคนรู้จัก คนในครอบครัว หรือญาติพี่น้อง ที่กำลังเดือดร้อนจนต้องขอให้โอนเงินมาให้ซึ่งการหลอกลวงด้วย AI การโทรเลียนแบบเสียงที่คุ้นเคยเป็นปัญหาที่กำลังเพิ่มมากขึ้น จึงต้องระมัดระวังเเละต้องตามให้ทัน จะได้ไม่หลงกล และตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ
หากย้อนกลับไปในต่างประเทศเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา คุณแม่คนหนึ่งในรัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา ออกมาเตือนผู้คนเกี่ยวกับการหลอกลวงทางโทรศัพท์ที่น่าสะพรึงกลัว ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถโคลนเสียงของคนในครอบครัวได้
เจนนิเฟอร์ เดสเตฟาโน ได้รับสายโทรศัพท์หมายเลขที่ไม่คุ้นเคย ปลายสายเป็นเสียงผู้ชายคนหนึ่งกำลังตะคอกใส่เด็กสาวที่มีน้ำเสียงหวาดกลัว เมื่อเธอตัดสินใจรับสายเพราะเป็นห่วงลูกสาว ปรากฎว่าปลายสายพูดบอกว่าได้จับตัวลูกสาวเธอไว้พร้อมกับเรียกค่าไถ่ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ เเละลดลงมาเหลือที่ 5 หมื่นเหรียญสหรัฐ ขณะนั้นเธออยู่ในชั้นเรียนเต้นรำที่ลูกสาวอีกคน จึงร้องให้คนช่วยเหลือ เมื่อแจ้งสายด่วนตำรวจของสหรัฐฯ อีกหลายคนก็พยายามติดต่อสามีของเดสเตฟาโน จนในที่สุดพบว่า ลูกสาววัย 15 ของเธอยังปลอดภัย แต่เสียงปลายสายที่ขอความช่วยเหลือเหมือนกับเสียงลูกสาวของเธอมาก
นักวิชาการด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยรัฐแอริโซนาที่เชี่ยวชาญด้าน AI กล่าวว่า เทคโนโลยีการโคลนเสียงกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว เเละคุณไม่สามารถเชื่อหูของคุณได้อีกต่อไป
และนี่คือตัวอย่างกลโกงโดยคำอธิบายของ ธนาคารกรุงไทย
1. มิจฉาชีพจะใช้เบอร์แปลกโทรเข้ามา ให้สังเกตเบอร์แปลกจะใช้เทคโนโลยี VOIP ซึ่งโทรจากต่างประเทศ โดยมักจะขึ้นต้นด้วย +697 +698 นำหน้า
2. มิจฉาชีพจะพูดจาข่มขู่ให้กลัว แจ้งว่าเราทำผิดกฎหมายบางอย่าง หลอกให้หลงกล กลัว และเชื่อใจ
3. เมื่อเหลงเชื่อ มิจฉาชีพจะหลอกให้โอนเงินให้ เพื่อจะช่วยตรวจสอบข้อมูล และหลอกว่าจะดำเนินการช่วยเหลื
ล่าสุด กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) ได้เตือนว่าขณะนี้ กลุ่มมิจฉาชีพเริ่มใช้ AI ปลอมเสียง สร้างแชตปลอม และบรรดาคลิปปลอมขึ้นมามากมาย ด้านสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวเตือนมิจฉาชีพใช้วิธี “ปลอมเสียง” เป็นบุคคลอื่นเพื่อยืมเงิน ซึ่งเป็นการพัฒนาวิธีการหลอกลวงของคนร้าย
อ้างอิงที่มาจาก
ฐานเศรษฐกิจ
They thought loved ones were calling for help. It was an AI scam.
‘I’ve got your daughter’: Mom warns of terrifying AI voice cloning scam that faked kidnapping
Krungthai Care