เนชั่นทีวี

ข่าว

สธ. เผยยอดผู้ป่วยซิกา 110 คน ล่าสุดพบมีหญิงตั้งครรภ์ ห่วงผลแทรกซ้อนทำให้แท้ง

27 ก.ค. 2566 | teerawat_pra

สธ. เผยยอดผู้ป่วยซิกา 110 คน ล่าสุดพบมีหญิงตั้งครรภ์ ห่วงผลแทรกซ้อนทำให้แท้ง

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผยพบผู้ป่วย "ซิกา" แล้ว 110 คน ใน 20 จังหวัด พบมีหญิงตั้งครรภ์ 6 ราย ห่วงผลแทรกซ้อนที่อาจจะทำให้แท้ง หรือทารกเกิดภาวะศีรษะเล็กได้ ทีมข่าวเนชั่นออนไลน์ มีรายงานด่วน ให้ติดตามรายละเอียดกันตรงนี้

27 กรกฎาคม 2566 ทางด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสซิกาในประเทศไทย ว่า นับตั้งแต่ 1 มกราคม - 19 กรกฎาคม 2566 พบผู้ป่วยแล้ว 110 ราย ใน 20 จังหวัด แนวโน้มผู้ป่วยเริ่มสูงขึ้นช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และยอดติดเชื้อสูงสุดในเดือนมิถุนายน จำนวน 30 ราย

ในส่วนเดือนกรกฎาคมนี้ พบหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อแล้ว 6 ราย ใน 5 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี 2 ราย พิษณุโลก ระยอง สมุทรสงคราม และตราด จังหวัดละ 1 ราย ซึ่งจะมีความเสี่ยงทำให้เกิดการแท้ง หรือทารกเกิดภาวะศีรษะเล็กได้

สธ. เผยยอดผู้ป่วยซิกา 110 คน ล่าสุดพบมีหญิงตั้งครรภ์ ห่วงผลแทรกซ้อนทำให้แท้ง

ทั้งนี้ จากการติดตามหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อไวรัสซิกาตั้งแต่ปี 2559-2565 จำนวน 241 ราย พบมีการแท้ง 4 ราย เด็กที่คลอดมีภาวะศีรษะเล็กและมีผลบวกต่อไวรัสซิกา 3 ราย และได้ติดตามพัฒนาการเด็กจนครบ 2 ปี จำนวน 77 ราย พบมีพัฒนาการผิดปกติ 4 ราย

สำหรับการเฝ้าระวังทารกแรกคลอด 2,187 ราย พบความผิดปกติแต่กำเนิดที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสซิกา 15 ราย สามารถติดตามพัฒนาการจนครบ 2 ปี ได้ 4 ราย พบความผิดปกติด้านพัฒนาการถึง 3 ราย ขณะที่การเฝ้าระวังกลุ่มอาการผิดปกติของระบบประสาทส่วนปลาย (Guillain Barre' syndrome :GBS) 145 ราย พบสัมพันธ์กับไวรัสซิกา 5 ราย

สธ. เผยยอดผู้ป่วยซิกา 110 คน ล่าสุดพบมีหญิงตั้งครรภ์ ห่วงผลแทรกซ้อนทำให้แท้ง

นพ.โอภาส กล่าวต่อว่า

ในปี 2566 นี้ เริ่มพบหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อไวรัสซิกาแล้ว และยังพบการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสซิกาในทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งหลายพื้นที่มีการระบาดของโรคไข้เลือดออก ซึ่งมียุงลายเป็นพาหะนำโรคเช่นเดียวกัน ได้สั่งการให้ทุกจังหวัดตรวจคัดกรองผู้ป่วยที่มีผื่น และมีไข้/ปวดข้อ/ตาแดง (อย่างน้อย 1อาการ) โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ในชุมชน หมู่บ้านที่พบผู้ป่วยยืนยัน ทารกคลอดที่มีศีรษะเล็ก และผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของระบบประสาทส่วนปลาย ส่วนทารกคลอดที่มารดามีประวัติติดเชื้อไวรัสซิกา แม้ยังไม่พบความผิดปกติ ต้องติดตามประเมินพัฒนาการอย่างใกล้ชิดจนอายุครบ 2 ปี

สธ. เผยยอดผู้ป่วยซิกา 110 คน ล่าสุดพบมีหญิงตั้งครรภ์ ห่วงผลแทรกซ้อนทำให้แท้ง สำหรับจังหวัดที่พบผู้ป่วยไข้ซิกา ให้ดำเนินมาตรการเข้มข้น ทั้งการเฝ้าระวัง สอบสวนควบคุมโรค เพื่อลดจำนวนยุงพาหะ โดยเฉพาะอำเภอที่พบผู้ป่วยและมีหญิงตั้งครรภ์ ให้ อสม. ช่วยแจ้งเตือนหญิงตั้งครรภ์ให้ป้องกันยุงกัด อาจใช้ยาทากันยุง และร่วมกันทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายในบ้านเป็นประจำทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะบ้านที่มีหญิงตั้งครรภ์ และชุมชนโดยรอบให้กำจัดยุงตัวแก่ทุกสัปดาห์ จนครบ 4 สัปดาห์ ซึ่งจะช่วยป้องกันทั้งโรคติดเชื้อไวรัสซิกา โรคไข้เลือดออก และโรคไข้ปวดข้อยุงลายได้ด้วย

สธ. เผยยอดผู้ป่วยซิกา 110 คน ล่าสุดพบมีหญิงตั้งครรภ์ ห่วงผลแทรกซ้อนทำให้แท้ง

ทำความรู้จัก โรคไข้ซิกา ( Zika virus disease )
ประเภทของเชื้อ : Flavivirus
พาหะนำโรค : ยุงลาย (ปกติออกหากินในช่วงเวลาเช้า บ่ายแก่ๆ และช่วงเย็น)

อาการของโรค
ระยะฟักตัวของโรคไข้ซิกา ใช้เวลาประมาณ 3 - 12 วัน อาการของโรคไข้ซิกา คล้ายกับโรคที่เกิดจาก อาร์โบไวรัส (Arbovirus) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่มีแมลงเป็นพาหะนำโรค เช่น โรคไข้สมองอักเสบ โรคไข้เหลือง และโรคไข้เลือดออก เป็นต้น

โดยมีอาการไข้ มีผื่นแดง เยื่อบุตาอักเสบ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ อาการเหล่านี้ปกติแล้วจะเป็นเพียงเล็กน้อย และอาการจะเป็นอยู่ประมาณ 2 - 7 วัน ในช่วงที่เกิดการระบาดเป็นวงกว้าง ในหมู่เกาะเฟรนช์โปลินีเซียและประเทศบราซิล ในปี พ.ศ. 2556 และ พ.ศ. 2558 เจ้าหน้าที่ได้รายงานภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการติดโรค ไข้ซิกาต่อระบบประสาท ในระบบภูมิคุ้มกัน และปัจจุบันในประเทศบราซิล เจ้าหน้าที่ได้พบว่ามีการติดเชื้อโรค ไข้ซิกา เพิ่มขึ้นในประชาชน ทั่วไป และในขณะเดียวกันพบว่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศบราซิล มีการเพิ่มขึ้นของภาวะศีรษะเล็ก แต่กำเนิด (Microcephaly) ในเด็กแรกเกิด อย่างไรก็ตามยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของ ภาวะศรีษะเล็กแต่กำเนิด (Microcephaly) กับการติดโรคไข้ซิกา และต้องมีการค้นคว้าหาสาเหตุอื่นๆ ที่อาจมีผล ให้เกิดภาวะดังกล่าวร่วมด้วย
 
วิธีการแพร่โรค

เชื้อไวรัสซิกาสามารถแพร่เชื้อโดยยุงลายที่มีเชื้อ และไปกัดคน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในตระกูล Aedes aegypti ซึ่งมีอยู่ในภูมิภาคที่มีอากาศร้อนชื้น โดยยุงที่เป็นพาหะนำโรค ไข้ซิกา เป็นชนิดเดียวกันกับยุงที่เป็นพาหะของ โรคไข้เลือดออก โรคไข้ปวดข้อยุงลาย ( Chikungunya) และไข้เหลือง
 
การรักษาโรค

ผู้ป่วยโรคไข้ซิกา ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง จึงสามารถรักษาตัวได้โดย

  • การพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ
  • รักษาตามอาการ เช่น ใช้ยาลดไข้ หรือยาบรรเทาอาการปวด แนะนำให้รับประทานยาพาราเซตามอล ห้ามรับประทานยาแอสไพริน หรือยากลุ่มลดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เพราะมียาบางชนิดที่เป็นอันตราย

สำหรับการเป็นโรคนี้ อาจทำให้เลือดออกในอวัยวะภายในได้ง่ายขึ้น หากอาการไม่ดีขึ้น ผู้ป่วยควรปรึกษา และทำตามคำแนะนำของแพทย์

การป้องกัน
สำหรับประชาชน  
ยุงและการขยายพันธุ์ของยุงเป็นสาเหตุและเป็นปัจจัยเสี่ยงของการติดต่อของโรคไข้ซิกา การป้องกัน และการควบคุมโรค ขึ้นอยู่กับการลดจำนวนของยุงตามแหล่งต่างๆ การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ รวมถึงการป้องกันตนเอง ไม่ให้โดนยุงกัด ซึ่งสิ่งนี้สามารถทำได้โดย

  • ใช้ยากำจัดแมลง หรือ ยาทาป้องกันยุง
  • การสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อหนาสีอ่อนๆ ที่สามารถคลุมผิวหนังและร่างกายได้
  • อาศัย และนอนในห้องปรับอากาศ ใช้ฉากกั้น การปิดประตู ปิดหน้าต่าง การใช้มุ้ง
  • การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย โดย การทำความสะอาด การเทน้ำทิ้ง หรือครอบฝาภาชนะที่สามารถบรรจุน้ำ เช่น กระถางต้นไม้ เพื่อไม่ให้มีน้ำขังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง
  • ถ้ามีอาการไข้ ออกผื่น ตาแดง หรือปวดข้อ อาจมีโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ได้ โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ให้ปรึกษาแพทย์
          

สำหรับผู้เดินทางที่จะเดินทางไปประเทศที่มีการระบาดของโรคไข้ซิกา
ขอให้ผู้เดินทางระมัดระวังป้องกัน ไม่ให้ยุงกัด โดยสวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาวให้มิดชิด และใช้ยาทาป้องกันยุงกัด หากเป็นหญิงตั้งครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศที่มีรายงานการระบาด แต่หากจำเป็นต้องเดินทาง ไปประเทศดังกล่าวควร ปรึกษาแพทย์ และระมัดระวังมิให้ถูกยุงกัด
ข้อมูลจาก : กรมควบคุมโรค

ขณะที่แพทย์ดังอีกท่าน อ. พญ.อรพิชญา ไกรฤทธิ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดเผยถึง อาการของโรคซิกา เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซิกาซึ่งอยู่ในตระกูลฟลาวิไวรัส (flavivirus) มียุงลายเป็นพาหะนำโรค

โดยยุงที่เป็นพาหะนำโรคไข้ซิกาเป็นชนิดเดียวกันกับยุงที่เป็นพาหะของโรคไข้เลือดออก โรคไข้ปวดข้อยุงลาย (Chikungunya) และไข้เหลืองสาเหตุหลักของการติดเชื้อเกิดจากการโดนยุงลายที่มีเชื้อไวรัสซิกาติดและช่องทางอื่น ๆ ที่อาจเป็นไปได้ เช่น การแพร่ผ่านทางเลือด การแพร่จากมารดาที่ป่วยสู่ทารกในครรภ์

อาการของโรค

ระยะฟักตัว : โรคไข้ซิกาใช้เวลาเฉลี่ย 4-7 วันหลังโดนยุงกัด (สั้นสุด 3 วันและยาวสุด 12 วัน)

อาการที่พบบ่อย: มีไข้ มีผื่นแดง เยื่อบุตาอักเสบ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ซึ่งโดยปกติแล้วอาการเหล่านี้จะเป็นเพียงเล็กน้อย ไม่รุนแรง และเป็นอยู่ประมาณ 2-7 วัน ยกเว้นในหญิงตั้งครรภ์ซึ่งอาจทำให้เด็กทารกที่คลอดมามีสมองเล็ก (microcephaly) หรือมีภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ได้

การรักษา

ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคไข้ซิกาโดยเฉพาะ การรักษาทำได้ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมาก ๆ และรักษาตามอาการ เช่น ใช้ยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้หรือบรรเทาอาการปวด

ทั้งนี้ ห้ามรับประทานยาแอสไพรินหรือยากลุ่มลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เนื่องจากยาบางชนิดเป็นอันตรายสำหรับโรคนี้ โดยอาจทำให้เลือดออกในอวัยวะภายในได้ง่ายขึ้น

การป้องกันโรค

ระมัดระวังไม่ให้ยุงกัด วิธีนี้สำคัญที่สุด โดยใช้ยากำจัดแมลงหรือยาทาป้องกันยุงกัด
นอนในมุ้งและปิดหน้าต่าง ปิดประตูหรือใช้มุ้งลวดติดป้องกันยุงเข้าบ้าน
สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาวให้มิดชิด
กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายโดยการทำความสะอาด การเทน้ำทิ้ง หรือปิดฝาภาชนะที่สามารถบรรจุน้ำได้ เช่น กระถางต้นไม้ เพื่อป้องกันน้ำขังอันจะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง
หากมีอาการไข้ ออกผื่น ตาแดง ปวดข้อ หรืออาการที่สงสัยว่าอาจเป็นโรคนี้ โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ ควรรีบปรึกษาแพทย์และเข้ารับการรักษาทันที
หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาด แต่หากจำเป็นต้องเดินทาง ควรปรึกษาแพทย์และป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด

ไข้ซิกา ไวรัสระบาดคนท้องต้องระวัง
หลังจากช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการแพร่ระบาดของไวรัสซิกา โดยพบผู้ป่วย 33 ราย ใน 12 จังหวัด ทั้งนี้จากสถิติตั้งแต่ 1 มกราคม 2559 จนถึง 18 พฤศจิกายน 2559 มีผู้ติดเชื้อสะสมแล้วกว่า 686 ราย ซึ่งเกือบทั้งหมดหายเป็นปกติแล้ว ในส่วนของหญิงตั้งครรภ์ซึ่งถูกเฝ้าระวังเป็นพิเศษติดเชื้อทั้งหมด 68 ราย คลอดแล้ว 21 รายนั้น ทารกทุกรายปกติดีแต่ต้องอยู่ในการเฝ้าระวัง

“ไข้ซิกา” เกิดจากอะไร ??? 
การติดเชื้อซิกา ซึ่งอยู่ในตระกูลฟลาวิไวรัส จำพวกเดียวกับไวรัสไข้เหลือง ไวรัสแดง และไวรัสไข้สมองอักเสบเจอี โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรคเหมือนกันกับไข้เลือดออก ไข้ซิกาจริงๆแล้วไม่ใช่โรคที่ร้ายแรงอะไรหากเกิดขึ้นกับคนปกติ แต่หากเกิดขึ้นกับหญิงตั้งครรภ์จะถือว่ามีความเสี่ยง เนื่องจากไวรัสอาจจะแพร่จากแม่ไปสู่ลูกได้ผ่านทางรกหรือเลือดที่มีการแลกเปลี่ยนกันและอาจส่งผลให้ทารกที่คลอดออกมานั้นมีภาวะสมองเล็กและอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ได้

ระยะฟักตัวของไวรัสซิกานั้นโดยปกติใช้เวลาเฉลี่ย 4-7 วัน โดยระยะสั้นที่สุดคือ 3 วัน นานที่สุด 12 วัน

อาการที่พบบ่อยคือ
มีไข้ มีผื่นแดง เยื่อบุตาอักเสบ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ปวดข้อ ปวดศีรษะ ซึ่งจะคล้ายกับไข้หวัด โดยจะเป็นอยู่ประมาณ 1 สัปดาห์แล้วหายไป

สำหรับการรักษานั้น ยังไม่มียารักษาโดยตรง
ปัจจุบันจะรักษาตามอาการโดยการพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้แน่ใจว่าไข้ลดลงตามกำหนดเวลาไม่มีภาวะแทรกซ้อน ที่สำคัญคือการทานยาลดไข้ บรรเทาปวด แนะนำให้เป็นยาในกลุ่มพาราเซตามอล และไม่แนะนำให้ใช้ยาลดการอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่ สเตียรอยด์ เพราะจะทำให้เลือดออกในอวัยวะภายในได้ง่ายขึ้น

แนะวิธีการป้องกันและระวังไข้ซิกาที่ดีที่สุดที่แพทย์แนะนำ ดังนี้
 

  • ระมัดระวังไม่ให้ยุงกัด
  • ใช้ยากำจัดแมลงหรือยาทาป้องกันยุงกัด
  • นอนในมุ้ง และปิดหน้าต่าง ปิดประตู
  • สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาวให้มิดชิด
  • กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย
  • หากมีไข้ ออกผื่น ตาแดง ปวดข้อ ให้พบแพทย์โดยด่วน
  • หญิงตั้งครรภ์หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาด (ส่วนใหญ่คือประเทศแถบอเมริกาใต้) 

สธ. เผยยอดผู้ป่วยซิกา 110 คน ล่าสุดพบมีหญิงตั้งครรภ์ ห่วงผลแทรกซ้อนทำให้แท้ง สธ. เผยยอดผู้ป่วยซิกา 110 คน ล่าสุดพบมีหญิงตั้งครรภ์ ห่วงผลแทรกซ้อนทำให้แท้ง
 

ข่าวล่าสุด