3. เปิดไฟหน้า-หลังรถ เนื่องจากสภาพอากาศในช่วงที่ฝนตกหนักมักมืดครึ้มคล้ายช่วงหัวค่ำ ทำให้ผู้ขับขี่มองเห็นเส้นทางไม่ชัดเจน การเปิดไฟหน้า-หลังรถนอกจากจะช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นเส้นทางดีขึ้นแล้ว ยังช่วยให้ผู้ขับขี่รถคันอื่นเห็นรถของเราได้ชัดเจนมากขึ้นด้วย
ด้วยสภาพอากาศช่วงที่ฝนตกหนักท้องฟ้ามักจะมืดครึ้ม ดูคล้ายกับช่วงหัวค่ำ ทำให้ผู้ขับขี่มองเห็นเส้นทางไม่ชัดเจน การเปิดไฟหน้า-ไฟหลังรถนอกจากจะช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นเส้นทางดีขึ้นแล้ว ยังช่วยให้ผู้ขับขี่รถคันอื่นสามารถเห็นรถของเราได้ชัดเจนมากขึ้นด้วย ไม่เพียงแต่การเปิดไฟหน้ารถจะเป็นสิ่งสำคัญขณะฝนตก และตอนอยู่ในที่มืดอย่างลานจอดรถชั้นใต้ดินเพียงอย่างเดียว เพราะในปัจจุบัน กรมทางหลวง ร่วมมือกับ สภาวิศวกร ได้จัดโครงการ “เปิดไฟหน้ารถ ช่วยลดอุบัติภัย” ขึ้น งานนี้ไม่ว่าจะฟ้ามืด หรือฟ้าสว่าง ก็สามารถเปิดไฟหน้ารถกันได้ เพื่อเพิ่มการมองเห็น
4. ลดความเร็ว
จากการศึกษาการต้านทานต่อการลื่นไถลของสํานักงานนิรภัยทหารอากาศฯ และ บริษัท บริดจสโตน เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด พบว่าช่วงที่ฝนเริ่มตกใน 10 นาทีแรกนั้นเป็นช่วงเวลาที่รถมีโอกาสลื่นไถลได้มากที่สุด เนื่องจากน้ำฝนได้ตกลงมาผสมกับคราบดินและฝุ่นละอองที่ติดอยู่บนพื้นถนน ทำให้ถนนมีลักษณะคล้ายโคลนจนรถไถลไปชนกับคันข้างหน้าได้ เพื่อความปลอดภัยการลดความเร็วของรถขณะฝนตก ถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน ทางที่ดีระดับความเร็วของรถที่ใช้ควรอยู่ที่ 60 ก.ม./ช.ม. ไม่ควรเกินจากนี้โดยเด็ดขาด
5. ไม่ขับรถชิดคันหน้ามากเกินไป
อย่างที่ได้แนะนำไปข้างต้นในข้อที่ 4 ว่า ขณะที่ฝนตกรถสามารถลื่นไถลได้ง่าย เนื่องจากถนนมีความเปียกลื่น นอกจากจะต้องลดระดับความเร็วในการขับขี่เหลือ 60 ก.ม./ช.ม. แล้ว
อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันเลยก็คือการเว้นระยะห่างจากรถคันข้างหน้ามากกว่าปกติ จากที่เป็นเพียงระยะห่างที่ปลอดภัยตามวิจารณญานของผู้ขับ ก็ต้องเว้นระยะห่างจากคันหน้า 10-15 เมตร หลายคนอาจจะมองว่าห่างกันเกินไป แต่เชื่อเถอะว่า มันเหมาะสมแล้ว
6. ห้ามเหยียบเบรกเต็มแรง
เมื่อรถของคุณเกิดอาการลื่นไถลบนถนน การเหยียบเบรกเต็มแรง นอกจากจะไม่ทำให้รถของคุณหยุดทันทีทันใดแล้ว ยังเป็นการเพิ่มโอกาสให้รถของคุณพลิกคว่ำได้ง่ายขึ้นอีกด้วย แนวทางที่ดี หากคุณขับรถบนท้องถนนแล้วดันเกิดเหตุสุดวิสัยอย่างรถเหินน้ำ หรือรถลื่นไถลขึ้น
ขอแนะนำให้คุณรีบตั้งสติ พร้อมกับถอนคันเร่ง ควบคุมพวงมาลัยให้มั่นคง แล้วพยายามลดความเร็วโดยใช้เกียร์ต่ำจนกว่ารถจะทรงตัวได้ จึงค่อยเหยียบเบรกเพื่อหยุดรถ
7. การขับรถผ่านเส้นทางที่มีน้ำท่วมขัง ผู้ขับขี่ควรหยุดประเมินสถานการณ์ และขับรถผ่านถนนในบริเวณที่มีน้ำท่วมขังน้อยที่สุดและระมัดระวังในการขับผ่านถนนที่มีลักษณะนูนเป็นหลังเต่า เพราะหากขับรถเบี่ยงออกนอกเส้นทาง อาจทำให้รถจมน้ำได้ ขับรถโดยใช้เกียร์ 1 เร่งเครื่องให้รอบสูงแล้วเหยียบคลัตช์ เพื่อให้ความเร็วต่ำ แต่อย่าให้รอบต่ำ จะทำให้เครื่องดับกลางน้ำได้ ไม่ขับรถเร็วเกินไป เพราะจะทำให้มีน้ำกระเด็นเข้าเครื่องยนต์ อีกทั้งระวังน้ำที่อาจกระเด็นจากรถคันอื่นเข้าไปในห้องเครื่อง เพราะจะทำให้เครื่องยนต์ดับหรือรถลอยซึ่งจะทำให้ควบคุมรถได้ยากขึ้น หากมีน้ำท่วมสูง อย่าขับรถลุยน้ำโดยเด็ดขาด เพราะรถอาจถูกพัดไปตามกระแสน้ำได้
8. ป้องกันอุบัติเหตุทางถนนในช่วงฝนตก ผู้ขับขี่ควรตรวจสอบสภาพยาง ใบปัดน้ำฝน ระบบสัญญาณไฟให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ดี และหมั่นเติมน้ำในกระปุกฉีดน้ำฝนอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งเลือกใช้ยางที่มีดอกยางละเอียด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนและหยุดรถ ตลอดจนเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่มากกว่าปกติ ไม่ขับรถด้วยความเร็วสูง และเว้นระยะห่างจากรถคันอื่นให้มากกว่าปกติ
ด้วยสภาพอากาศประเทศไทยในตอนนี้ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้นั่นเอง คนที่ขับรถบ่อย ๆ นั้นจะต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน เพื่อจะได้กลับบ้านหรือเดินทางไปหาคนที่คุณรักได้อย่างปลอดภัยนั่นเอง
ควรเลือกใช้ยางรถยนต์ที่มีดอกยางละเอียด เติมลมยางให้มีแรงดันลมมากกว่าปกติ 2-3 ปอนด์/ตารางนิ้ว เพื่อให้ หน้ายางแข็ง ซึ่งจะช่วยให้ยางมีกำลังในการรีดน้ำดียิ่งขึ้น ตลอดจนตรวจสอบผ้าเบรกให้สามารถใช้งานได้ดีในสภาพถนนเปียกลื่น หากเบรกแล้วรถมีอาการปัด ให้จัดการเปลี่ยนผ้าเบรกใหม่
และนี่ก็คือ 8 วิธีขับรถขณะฝนตก หรือ ฝนตกหนัก ให้ไปถึงจุดหมายอย่างปลอดภัยว่าทำตามได้ไม่ยาก ด้วยรักและห่วงใยจากใจทีมข่าวเนชั่นออนไลน์
แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการขับรถหน้าฝน คือต้องไม่ประมาท !!
ขอขอบคุณข้อมูลจาก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย