ผลงานของ สอบ.
การดำเนินงานปีแรก พ.ศ. ๒๕๖๔ หน่วยรับเรื่องร้องเรียน ๑๐ จังหวัด ได้รับเรื่องร้องเรียนทั้งสิ้น ๒,๘๑๖ ราย สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาได้สำเร็จลุล่วงถึงร้อยละ ๙๐
ปัญหาที่มีผู้ร้องเรียนมากที่สุด ได้แก่
๑) ด้านการเงินการธนาคาร ร้อยละ ๕๑.๘๕ ส่วนใหญ่เป็นปัญหาการถูกยกเลิกกรมธรรม์ประกันโควิด ไม่จ่ายค่าสินไหมหรือจ่ายล่าช้า
๒) ด้านสินค้าและบริการทั่วไป ร้อยละ ๒๗.๓๔ เช่น ผู้จัดงานคอนเสิร์ตไม่สามารถจัดตามวันเวลาที่แจ้ง และไม่คืนเงินให้ผู้บริโภค
๓) ด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย ร้อยละ ๕.๓๓ เช่น ปัญหาเช่าซื้อบ้านพักอาศัยไม่ปิดจำนอง ปัญหาบ้านทรุดและสาธารณูปโภคในโครงการบ้านจัดสรร
๔) ส่วนที่เหลือ มีเรื่องการใช้สิทธิจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ การร้องเรียนเรื่องเจ้าหน้าที่รัฐไม่ปฏิบัติตามหน้าที่หรือปฏิบัติงานล่าช้า และเรื่องการฟ้องค่าเลี้ยงดูบุตร เป็นต้น
มีผลงานเด่นในการทบทวนนโยบายและมาตรการ ๓ ประเด็นเร่งด่วน ได้แก่
๑. เสนอให้ชะลอการเข้าร่วมความตกลงทางนโยบาย CPTPP ด้านอาหาร ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ สำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก รอการศึกษาวิจัยผลกระทบด้านบวกและด้านลบ
๒. ปลดล็อคและแก้ปัญหาราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าทั้งระบบ ให้ทุกคนสามารถขึ้นได้ และให้ยุติการต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวล่วงหน้า ๘ ปี เปิดเผยข้อมูลและจัดการประมูลใหม่
๓. พิทักษ์สิทธิเจ็บป่วยฉุกเฉิน(UCEP) จัดทำวิจัยเพื่อพัฒนาแนวทางให้ผู้ป่วยที่เข้าข่ายอาการรุนแรงสามารถเข้าถึงสิทธิได้อย่างทั่วถึง เจ็บป่วยแค่ไหน และทำอย่างไรไม่ถูกเรียกเก็บเงิน
ข้อเสนอแนะจาก กมธ.พัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน
(๑) มีความท้าทายในด้านงบประมาณการดำเนินงาน ต้องสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนแบบจิตอาสาให้มาก เสริมสร้างทัศนคติของภาคธุรกิจเอกชนต่อประโยชน์และผลดีจากการทำหน้าที่ของ สอบ.
(๒) ต้องทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์และเป็นมิตรต่อภาคธุรกิจเอกชน เชื่อมประสานและทำให้มีการขับเคลื่อนในลักษณะ"เศรษฐกิจดี สังคมไม่มีปัญหา การพัฒนามีความยั่งยืน" โดยไม่มองแบบขาวกับดำ
(๓) ต้องใช้กฎหมายที่มีอยู่เพื่อช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกในการคุ้มครองผู้บริโภคจากการถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบกิจการ ไม่ใช้กฎหมายเพื่อกลั่นแกล้งผู้ประกอบที่ดีมีความสุจริตยุติธรรม
(๔) ต้องดำเนินการในเชิงรุก เช่น การเฝ้าระวัง การแจ้งข่าวเตือนภัยสินค้าหรือบริการที่อาจก่อความเสียหายให้กับผู้บริโภค ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการทางกฎหมาย เสนอแนะนโยบายการแก้ปัญหาและยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศให้ดียิ่งขึ้น
(๕) ต้องส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนมีความฉลาด รู้เท่าทัน เข้าใจและเตรียมพร้อมรับมือให้ทันสถานการณ์
(๖) ต้องมีความโปร่งใส ทันสมัยและมีความเป็นสากล โดยต้องไม่ดำเนินงานในลักษณะขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของเศรษฐกิจไทย
(๗) ต้องทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้บริโภคให้สมบูรณ์ตามเจตนารมณ์ในการจัดตั้ง ทั้งการเฝ้าระวังสินค้าไม่ปลอดภัย ไกล่เกลี่ยฟ้องคดีแทน รวมถึงการเสนอนโยบายต่อคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คุ้มครองสิทธิผู้บริโภค อำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถปกป้องดูแลตนเองได้