ในส่วนของลูกตะกร้อที่ทหารใช้เล่นกับ “มะแอ“ เป็นลูกตะกร้อพลาสติกแบบเบา หรือบางนุ่มเท้า ไม่มีผลกระทบหรือเป็นอันตรายต่อปากของ “มะแอ“ ลักษณะการเตะก็เป็นเพียงการเดาะหรือโยนขึ้นไปเบาๆ เพื่อให้ “มะแอ” ได้ตอบโต้กลับมา
นกเงือกแสนรู้ หรือ “มะแอ“ ใช้ชีวิตอย่างอิสระอยู่ภายในฐานฯ ไม่ได้ถูกกักขังหรือเลี้ยงไว้ในกรง แต่ปล่อยให้อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ บางวันก็บินวกแวะไปบ้านของชาวบ้านในละแวกนั้น ซึ่งชาวบ้านต่างก็รู้จักและรักถึงกับมีการเตรียมผลไม้ อาทิ มะละกอสุก และองุ่น ซึ่งเป็นเมนูสุดโปรดเผื่อไว้ หาก “มะแอ“ มาหาก็จะป้อนจนอิ่มหนำสำราญเป็นประจำ
สำหรับเมนูสุดโปรดรองลงของ “มะแอ” คือ ข้าวเหนียว, ลาบ, ส้มตำ และไข่เจียว ที่ทหารเคยป้อนให้ “ มะแอ” กินตั้งแต่เล็ก
อย่างไรก็ตาม ความแสนรู้ของนกเงือก หรือ “มะแอ” ก็แฝงความซน หรือสัญชาตญาณอยู่ไม่น้อย หากใครแกล้งหรือไล่ “มะแอ” จะจำฝังใจและมักหาโอกาสบินตามจิกศีรษะเพื่อเอาคืน สร้างเสียงหัวเราะให้กับเหล่าทหารหลายนายที่เคยทำพฤติกรรมดังกล่าวกับ “มะแอ“
นอกจากนี้ เมื่อถึงเวลาที่ทหารกินข้าว ใครที่กินข้าวแล้วเหลือเศษอาหาร "มะแอ" ก็จะบินมารอถึงหน้าโรงครัว เพื่อขอมีส่วนร่วมกับอาหารทุกมื้อที่ต้องได้ลิ้มรส
" มะแอ " ไม่ได้เป็นเพียงนกเงือก ที่มีความพิเศษในเรื่องของการเดาะ หรือจิกตะกร้อด้วยปากเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ ความผูกพันระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์ และเป็นเครื่องสะท้อนวิถีชีวิตที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ได้อย่างดีเยี่ยม