อย่างไรก็ตามปรากฏการณ์ครั้งนี้ตรงกับ "ประเพณีสิบสองเป็ง" ของชาวล้านนาที่สืบสานประเพณีนี้มาอย่างยาวนานตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ ตามความเชื่อที่ว่า เดือน 12 ออก 15 ค่ำ ตำนานในสมัยพุทธกาล พระเจ้าพิมพิสารมีพระราชศรัทธาในพระพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่ง พระองค์ได้สดับพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าจนบรรลุธรรมขั้นโสดาปัตติผล ทรงถวายไทยธรรมแด่พระพุทธเจ้า และพระสาวกเป็นประจำ แต่ไม่เคยอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ล่วงลับ ครั้งหนึ่งฝูงเปรตผู้เป็นญาติรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้รับส่วนกุศล วันหนึ่งพอตกเพลาราตรีก็สำแดงกายส่งเสียงร้องโหยหวนเป็นที่น่าสะพรึงกลัวตลอดราตรีนั้น เหตุการณ์นี้พระเจ้าพิมพิสารมิทราบเหตุจึงทรงทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ก็ทรงสำแดงเหตุให้ทราบ ตั้งแต่นั้นมาพระเจ้าพิมพิสารก็อุทิศส่วนกุศลให้ทุกครั้งเมื่อถวายไทยธรรม โดยผ่านการหลั่งน้ำทักษิโณทก เปรตทั้งหลายได้รับแล้วพ้นจากทุกขภาวนา
"ประเพณีสิบสองเป็ง" เป็นประเพณีทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปหาผู้ที่ล่วงลับในวันเพ็ญเดือนสิบสองเหนือ หรือเดือนสิบของภาคกลางโดยเฉพาะ โดยเชื่อกันว่า ในวันดังกล่าวพญายมราชได้ปลดปล่อยวิญญาณของผู้ตายให้กลับมาสู่โลกมนุษย์ เพื่อรับเอาส่วนกุศลผลบุญจากญาติพี่น้อง ดังนั้นจึงนิยมไปทำบุญที่วัดอย่างมากมายเป็นกรณีพิเศษ ประเพณีนี้ตรงกับกิจกรรมของไทยภาคอื่น กล่าวคือภาคกลางมีประเพณีที่คล้ายกันเรียกว่า “ตรุษสารท” ภาคใต้เรียกว่า “ประเพณีชิงเปรต” ส่วนภาคอีสานเรียกว่า “ประเพณีบุญข้าวประดับดิน
ชาวบ้านในจังหวัดเชียงใหม่หลายชุมชน ยังคงสืบสานประเพณีมาอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงค่ำคืนที่ผ่านมามีการนิมนต์ พระสงฆ์ มาประกอบพิธีทางศาสนา ซึ่งทางลูกหลานของผู้ล่วงลับ ต่างจัดอาหารและสิ่งของเป็นสำรับ แต่ละสำรับอุทิศให้ผู้ล่วงลับเป็นราย ๆ ซึ่งบางครั้งถวายหลายครั้งตามจำนวนคน และการถวายจะต้องเขียนชื่อเจ้าภาพพร้อมชื่อผู้ตายให้พระ เพื่อที่เวลาพระให้พรจะได้กล่าวชื่อได้ถูกต้อง
นอกจากการทำบุญด้วยอาหารและไทยทานแล้ว สิ่งที่นิยมปฏิบัติ คือ นิมนต์พระแสดงพระธรรมเทศนา ประกอบการรับไทยทาน พระธรรมเทศนาดังกล่าว ถือว่าทั้งลูกหลานผู้จัด และดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับจะได้สดับรับฟังพระธรรมเทศนาไปพร้อมกันเพื่อได้บุญกุศลในครั้งนี้ไปด้วยกัน