ด้าน นางนิล เล่าว่า ได้รู้จักกับ น.ส.กุญช์ภัสส์ ภิรมย์จิรจานุภา คนเจ็บ เพราะเป็นลูกค้าทำเล็บ ขาประจำที่ร้าน ประกอบกับ เป็นคนภาคเหนือเหมือนกัน จึงทำให้สนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว ต่อมา น.ส.กุญช์ภัสส์ ได้ชักชวนให้ ลงทุนผ่าน โปรแกรม ของบริษัทน้ำมัน และบริษัท ขนส่งชิปปิ้ง แห่งหนึ่ง โดยการันตีว่าได้เงินปันผล 100% ด้วยความหลงเชื่อ ตนกับสามี จึงหาเงินเพื่อนำมาลงทุน โดยเป็นกู้นอกระบบ 2 แสนบาท เงินนำรถเข้าไฟแนนซ์ 50,000 บาท เงินกู้ในระบบ และนำทองไปขายรวมๆแล้ว เป็นเงินทั้งสิ้น 465,000 บาท โดยฝ่ายคนเจ็บเป็นผู้จัดแจง ในเรื่องของการกู้ยืมทั้งหมด จากนั้นก็นำเงินไปลงทุน เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2566
"หลังจากลงทุน ตนได้เงินปันผลมาเพียงแค่ครั้งเดียว เป็นเงิน 16,500 บาท จากนั้นก็ไม่ได้เงินปันผลอีกเลย โดยฝ่ายคนเจ็บอ้างว่า ได้เงินปันผลมาแล้ว แต่นำไปลงทุนเพิ่ม แต่หลังจากนั้นไม่นาน ฝ่ายคนเจ็บ อ้างว่า การลงทุน ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ จึงบอกยกเลิก และจะนำเงินทั้งหมดมาคืน โดยมีการทำลายลักษณ์อักษร ยอมรับสภาพหนี้ โดยจะผ่อนชำระเป็นงวดๆ อีกทั้ง ฝ่ายคนเจ็บยังพาไปดูบ้านพัก ให้คีย์การด์ ทางเข้า - ออก หมู่บ้าน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าจะชดใช้หนี้ให้อย่างแน่นอน แต่พอถึงเวลานัดจ่ายงวดแรก ฝ่ายคนเจ็บ ก็ไม่ยอมนำเงินมาให้ ทำให้ตนเองและสามีเครียด ก่อนจะเกิดเหตุ สามีพูดกับตนว่า ไม่ต้องเครียด เดี๋ยวไปทวงหนี้ให้ จากนั้นสามีก็หายออกจากบ้านไป จนกระทั่งทราบข่าวว่าสามีไปก่อเหตุดังกล่าว" นางนิล เผยว่า