เจ้าคณะจังหวัดนครพนม เล่าต่อว่า สารวัตรแบงค์เรียนชั้นอนุบาล 1-3 ที่โรงเรียนเทศบาล 1 จากนั้นครอบครัวก็ได้ย้ายไปอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ด้วยความผูกพันระหว่างปิดเทอม สารวัตรแบงค์จะเดินทางมาหาคุณยายทวดที่นครพนมประจำ และจะมาอยู่ที่วัดสว่างฯ มาเป็นเด็กวัดเดินตามหลังหลวงพ่อเสมอ
เจ้าคุณเพชร กล่าวอีกว่า กระทั่งสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยได้ ก็ไปๆมาๆหาท่านเจ้าคุณมิได้ขาด และเมื่ออายุครบบวชได้อุปสมบทบวชเป็นพระ โดยมีท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ กระทั่งลาสิกขาไปรับราชการเป็นนายตำรวจดังกล่าว
เมื่อสอบถามถึงอุปนิสัยของสารวัตรแบงค์ เจ้าคุณเพชร เล่าว่า เขาเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน เพื่อนนักเรียนสมัยอยู่ชั้นอนุบาลด้วยกัน ไม่ว่าจะอยู่ฐานะใด เขาจะคลุกคลีตีโมงโดยไม่มีการแบ่งแยก จึงเป็นที่รักของทุกๆคน
แต่เมื่อถามถึงเวรกรรมท่านเจ้าคุณเพชร บอกว่าถือเป็นกรรมเก่าแต่ชาติปางก่อน ที่มามีผลในชาตินี้ แม้ชาตินี้เขาไม่ได้สร้างเวรกรรมกับใครก็ตาม
“สารวัตรแบงค์เป็นคนตรงไปตรงมา มีจิตใจเมตตา ชอบทำบุญสุนทาน เป็นผลมาจากทางครอบครัวที่ชอบเข้าวัดทำบุญกันทั้งครอบครัว เรื่องทำบุญนี่ไม่มีใครขัด และไม่เลือกว่าต้องเป็นวันไหน”
ท่านเจ้าคุณเพชร เล่าอีกว่า วันเกิดเหตุคุณแม่เขาโทรมาหากลางดึก เราก็ไม่ได้เปิดเครื่องทิ้งไว้ จนรุ่งเช้าจึงสงสัยทำไมโทรมากลางดึกเช่นนี้ ขณะเดียวกันมีลูกศิษย์มาบอกว่าสารวัตรแบงค์ถูกยิง เท็จจริงอย่างไรโทรถามคุณแม่เขาดู ทีแรกแม่เขาก็ไม่กล้าเล่าจนโทรมาหาเป็นครั้งที่ 3 จึงยอมบอกรู้ว่าสารวัตรแบงค์ถูกยิงตาย
นอกจากนี้ ท่านเจ้าคุณเพชร เปิดเผยเพิ่มเติมว่าทางครอบครัว มีความเห็นจะนำอัฐิสารวัตรแบงค์มาลอยอังคารที่บ้านเกิดนครพนม แต่ตอนนี้อัฐิยังอยู่กับครอบครัวที่กรุงเทพฯ ตอนนี้ทางครอบครัวยังทำใจไม่ได้ในการสูญเสีย ให้คุณแม่เขาเลือกฤกษ์สะดวกก็จะนำมาไว้ที่กุฏิท่าน พอครบ 100 วันทำบุญอุทิศส่วนกุศลเสร็จ ก็จะนำไปลอยอังคารตามความเชื่อ ว่า มนุษย์เมื่อสิ้นอายุขัย ก็จะต้องกลับลงสู่ดินและแม่น้ำ