เมื่อสอบถามว่า ทำไมลุงถึงไม่นำไอติมมาขายให้เยอะกว่านี้ ลุงบอกว่าไม่ไหวไม่มีทุนพอ และกลัวจะแบกน้ำหนักไอติมไม่ไหว ประกอบกับตาข้างขวาของลุงเสียไปข้างหนึ่ง ด้วยความเห็นใจ ตนจึงอาสารับปากจะซื้อรถจักรยานคันใหม่ให้ เพื่อที่ลุงจะได้นำไอติมไปขายได้ไกลขึ้น และบรรทุกได้มากขึ้นด้วย โดยไม่ต้องแบกของ เนื่องจากลุงมีรายได้จากอาชีพขายไอติมเพียงอย่างเดียว
นายสิทธิชัย กล่าวอีกว่า หลังจากที่ตนได้ตามมาดูชีวิตความเป็นอยู่ของลุงที่ห้องเช่า ก็รู้สึกหดหู่ใจที่เห็นลุงเช่าห้องพักอาศัยอยู่ในห้องเล็กๆแคบๆ ไม่มีเตาแก๊สหุงต้ม มีแต่พัดลมตัวเล็กๆ กับมุ้งเก่าๆ เป็นลักษณะห้องที่ดูแย่มาก นอนก็พอดีตัว ทำให้ดูหดหู่เหมือนกัน เคสของลุงตนถือว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อใจสำหรับที่จะได้ช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพราะปกติที่ร้านตนจะทำอาหารแจกให้กับคนยากไร้ และคนพเนจรเป็นประจำ
ต่อมาผู้สื่อข่าวได้พบกับนายรุ่ง ลุงที่เดินเร่ขายไอติม วัย 65 ปี เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เดิมทีทำงานเป็น รปภ.แต่พออายุมาก บริษัทเลิกจ้าง จึงตัดสินใจมาขายไอติมเพื่อหารายได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องตามลำพัง แต่ละวันที่รับไอศกรีมมาขายประมาณ 30 แท่ง หากขายหมด หักค่าต้นทุนแล้ว จะเหลือกำไรวันละ 100 กว่าบาท ก็จะเก็บรวบรวมไว้จ่ายค่าเช่าห้องพัก โดยตนรับไอศกรีมมาขายไม่เยอะ ขายเท่าที่ไหว ไม่แบกน้ำหนักเยอะเกินไป เพราะอายุเยอะแล้ว และไม่ต้องการให้ไอศกรีมเหลือ เนื่องจากตนไม่มีตู้แช่เย็น หากขายเหลือไอศกรีมก็จะละลายทำให้ขาดทุน บางวันก็ต้องดูสภาพฝนฟ้าอากาศ ถ้าวันไหนฝนตกแต่เช้า วันนั้นตนก็ต้องงดออกไปรับไอศกรีมมาขาย รายได้ในวันนั้นก็จะไม่มี