ห้ามมิให้ผู้ใดเท ทิ้ง หรือทำด้วยประการใดๆ ให้น้ำมันและเคมีภัณฑ์หรือสิ่งใดๆ ลงในแม่น้ำ ลำคลอง บึง อ่างเก็บน้ำ หรือทะเลสาบอันเป็นทางสัญจรของประชาชน หรือที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน หรือทะเลภายในน่านน้ำไทยอันอาจจะเป็นเหตุให้เกิดเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตหรือต่อสิ่งแวดล้อมหรือเป็นอันตรายต่อการเดินเรือในแม่น้ำ ลำคลอง บึง อ่างเก็บน้ำหรือทะเลสาบดังกล่าว ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และต้องชดใช้เงินค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปในการแก้ไขสิ่งเป็นพิษหรือชดใช้ค่าเสียหายเหล่านั้นด้วย
นายณชพงศ์ กล่าวว่า สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาภูเก็ต ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ควบคุมจราจรและความปลอดภัยทางทะเลอันดามัน (CSCA.) ตรวจสอบเรือผ่าน ระบบ VTS. ที่วิ่งผ่านชายฝั่งตะวันตกของเกาะภูเก็ตออกไปเป็นระยะทาง 95 nautical mile และมีโอกาสเข้าข่ายที่จะสามารถกระทำความผิดได้ ภายในช่วงระยะเวลา 7 วันย้อนหลัง (ช่วงวันที่ 26 กรกฎาคม 2566-3 สิงหาคม 2566) พบว่ามีจำนวนรวม 81 ลำ โดยแบ่งเป็นเรือสินค้า จำนวน 62 ลำ, เรือ Tanker จำนวน 18 ลำ และเรือ Tug Supply จำนวน 1 ลำ
นอกจากนี้จากการประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบน ซึ่งได้สนับสนุนข้อมูล Satellite - Derived surface current 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงวันที่ 27 กรกฎาคม 2566 - 1 สิงหาคม 2566 และ ช่วงวันที่ 1 สิงหาคม 2566 - 6 สิงหาคม 2566 โดยข้อมูลดังกล่าวจะบอกถึงทิศทางของกระแสน้ำที่ได้ที่มีความเร็วเป็น เมตร/วินาที
จากการประมวลผลผ่านดาวเทียม โดยจะใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านี้ไปจำลองหาจุด Drop back ของการปล่อยทิ้งของเสียดังกล่าวจากเรือ แล้วนำมาเปรียบเทียบกับช่วงเวลาและตำแหน่งของเรือที่ได้กลั่นกรองมา จำนวน 81 ลำ เพื่อจำกัดขอบเขตเรือเป้าหมาย และจะนำข้อมูลที่ได้หรือเรือต้องสงสัยเหล่านี้ส่งให้กับ GISTDA เพื่อขอความอนุเคราะห์ตรวจสอบภาพถ่ายผ่านดาวเทียมว่า ปรากฎภาพเรือเหล่านี้ได้กระทำความผิดทิ้งของเสียจากน้ำมันเหล่านี้ลงทะเลหรือไม่ เพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
นายณชพงศ์ กล่าวด้วยว่า จากการประสานข้อมูลกับทัพเรือภาคที่ 3 ซึ่งนำเฮลิคอปเตอร์ทำการบินสำรวจตามแนวชายฝั่งของจังหวัดภูเก็ต ไม่พบคราบน้ำมันเพิ่มเติม คาดว่า ภายใน 1-2 วันนี้น่าจะหมดไป