ชาวบ้านคำป่าหลาย รวมกลุ่มทวงคืนอำนาจ จัดการที่ดิน หลังถูก กม. ชิงที่ทำกิน
25 ก.ค. 2566 | titayu_pur

ชาวบ้านคำป่าหลายมุกดาหาร รวมกลุ่มทวงคืนอำนาจจัดการที่ดิน หลังถูก กม. แย่งชิงที่ทำกินดั้งเดิม เอื้อนายทุหลายระลอก นับตั้งแต่มีการรัฐประหาร
ข่าว
25 ก.ค. 2566 | titayu_pur

ชาวบ้านคำป่าหลายมุกดาหาร รวมกลุ่มทวงคืนอำนาจจัดการที่ดิน หลังถูก กม. แย่งชิงที่ทำกินดั้งเดิม เอื้อนายทุหลายระลอก นับตั้งแต่มีการรัฐประหาร
25 กรกฎาคม 2566 ที่ จ.มุกดาหาร กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย จัดกิจกรรม “คืนถิ่นแผ่นดินราษฎร ทวงคืนอำนาจการจัดการทรัพยากรที่ดิน” บริเวณบ่อน้ำซับคำป่าหลาย ต.คำป่าหลาย อ.เมืองมุกดาหาร โดยมีการบอกเล่าถึงขบวนการเคลื่อนไหวต่อสู้ และจัดเวทีเสวนา
นอกจากนี้ยังมี การออกแถลงการณ์ ระบุว่า กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย เกิดจากการรวมตัวของพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ ต.คำป่าหลาย ที่ลุกขึ้นมาปกป้องที่ดินทำกิน และแผ่นดินถิ่นเกิด จากนโยบายโครงการพัฒนาและกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม
โดยแถลงการณ์ระบุว่า นับเป็นเวลา 9 ปีแล้ว ที่ราษฎรกลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย ถูกนโยบาย โครงการพัฒนาและกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมของรัฐ และกลุ่มทุน แย่งยึดที่ดินทำกินไป ภายหลังจากรัฐประหาร 22 พ.ค. 57 มีแนวนโยบายต่อเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป ด้วยการใช้คำสั่งของเผด็จการแทนกฎหมาย ที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน
โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การแย่งยึดที่ดินทำกิน จาก นโยบายทวงคืนผืนป่า ด้วยการใช้ คำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 และ 66/2557 เป็นแนวทางปฏิบัติ ทำให้ราษฎรจำนวนมาก ถูกดำเนินคดี และถูกกังขัง เนื่องจากทำกินในที่ดินเดิม และอีกจำนวนมาก ที่ลุกขึ้นมาเรียกร้อง เกี่ยวกับนโยบาย โครงการพัฒนาและกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมเรื่องอื่น ๆ ก็ถูกติดตาม และโดนข้อหาเป็นภัยต่อความมั่นคง
“ราษฎรกลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย ถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากนโยบายทวงคืนผืนป่า ที่แย่งยึดที่ดินทำกินของเราไป ระลอกแรก บริษัทเอกชนยื่นขอประทานบัตร ทำเหมืองหินทรายในเขตป่าสงวน พวกตนเคลื่อนไหวคัดค้าน จนสามารถยับยั้ง การขอประทานบัตรดังกล่าวได้"
ระลอกสอง มีการใช้คำสั่ง คสช. กลั่นแกล้งประชาชน ช่วงระหว่างวันที่ 23 - 24 พ.ค. 61 เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติการอย่างเข้มข้น โดยสนธิกำลังทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ไถทำลายอาสินและพืชผล แจ้งความดำเนินคดี ทำให้ชาวบ้านต้องร้องเรียน ต่อผู้ว่าราชจังหวัดมุกดาหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในระดับจังหวัดและระดับประเทศ
จนมีการสั่งแต่งตั้ง คณะทำงานแก้ไขปัญหา และเมื่อวันที่ 30 พ.ค. 65 มติคณะทำงานแก้ไขปัญหาจังหวัดมุกดาหาร ก็ได้มีมติให้ราษฎร สามารถเข้าทำกินได้ ยกเลิกการแจ้งความดำเนินคดี ยกเลิกแปลงปลูกป่า โดยยอมรับว่า การตรวจยึดที่ดินทำกินของชาวบ้าน เป็นการตรวจยึดที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนจริง
ระลอกสาม ในระหว่างการดำเนินการแก้ไขปัญหา จากนโยบายทวงคืนผืนป่า ก็มี โครงการพลังงานทางเลือก ตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG เข้ามากระทำซ้ำ เมื่อปลายปี 65 โดยบริษัทเอกชน ได้ยื่นขออนุญาต เข้าใช้พื้นที่ เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงหมูแปลง 2 เพื่อดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม และต่อมา กรมป่าไม้ ได้อนุญาตให้เข้าใช้ประโยชน์ ในพื้นที่ป่าสงวนฯ เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 66
ทั้งที่กระบวนการยื่นคำขอ ไม่ถูกต้องตั้งแต่ขั้นตอนแรก ไม่มีการทำประชาคมหมู่บ้าน ก่อนยื่นต่อสภาเทศบาลตำบล ไม่มีการตรวจสอบพื้นที่ และกำหนดขอบเขตที่จะตั้งโครงการให้ชัดเจน ไม่มีการตรวจสอบสภาพป่าก่อน และพื้นที่โครงการ ได้ทับที่ดินทำกิน ทั้งที่อยู่ในและนอกพื้นที่พิพาท ที่กำลังอยู่ในระหว่างการแก้ไขปัญหา จากนโยบายทวงคืนผืนป่า
จนนำมาสู่ การที่ กรมป่าไม้ มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เพื่อขอให้พักใบอนุญาต โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม ของบริษัทเอกชนดังกล่าว เพราะอาจทำผิดเงื่อนไขแนบท้ายการอนุญาต เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 66
“จาก 3 กรณีที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า มีการกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อแย่งยึดที่ดินทำกินของชาวบ้านไป ทำให้ชาวบ้าน ไม่มีความมั่นคงในที่ดินทำกิน สูญเสียโอกาส ขาดรายได้ สูญเสียซึ่งสิทธิและเสรีภาพในวิถีชีวิต และความเป็นอยู่มาตลอด 9 ปีเต็ม
วันนี้จึงขอประกาศ คืนถิ่นแผ่นดินราษฎร ทวงคืนอำนาจการจัดการทรัพยากรที่ดิน เพราะที่ดินคือวิถีชีวิตของราษฎรผู้หว่านไถ ที่ดินคือความมั่นคงของราษฎร ที่นโยบายรัฐและทุน พยายามพรากสิทธิและเสรีภาพไปจากเรา ถึงเวลาแล้วที่ราษฎรจะเป็นเจ้าของแผ่นดิน กลับมาเป็นผู้กำหนดอนาคตของตัวเอง เพื่อปลูกอาสิน พืชผล และหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งการต่อสู้ บนผืนแผ่นดินของราษฎร นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป” แถลงการณ์ระบุ
นายอดิศักดิ์ ตุ้มอ่อน ที่ปรึกษากลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย กล่าวว่า ปัญหาในพื้นที่ ต.คำป่าหลาย มี 2 ประเด็นคือ 1. พื้นที่คำป่าหลาย ตั้งแต่รัฐประหารปี 57 ถูกประกาศให้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ และ 2.พื้นที่นี้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ที่มีหมุดหมายจากคำสั่ง คสช. ให้ไล่รื้ออย่างเข้มข้น
“คณะกรรมการจังหวัด ลงมาตรวจสอบพื้นที่แล้วพบว่า พื้นที่ของชาวบ้าน ที่อยู่มาก่อนปี 57 ถูกเหมารวมว่า เป็นพื้นที่นายทุน เราเรียกร้องให้มีการยกเลิกคดี เพื่อให้พี่น้องเข้าทำการเพาะปลูกได้ มีการแจ้งดำเนินคดีเมื่อเดือน ต.ค. 59 หลังจากนั้นเพียงไม่ถึง 1 เดือน ก็มีการไล่ชาวบ้านออก ต่อมามีมติจากสภาเทศบาลไม่อนุญาต มันมีความย้อนแย้ง ประเด็นนี้คือ ทวงคืนผืนป่า เพื่อเพิ่มเหมืองแร่ แล้วมีการตัดต้นยาง ของชาวบ้านไปแล้ว 300 กว่าต้น"