ภายหลังไต่สวนมูลฟ้อง "ทนายพัช" ทนายความโจทก์ เปิดเผยว่า วันนี้ตนเบิกความเพียง 1 ปาก ซึ่งศาลนัดไต่สวนอีกครั้งในวันที่ 24 ก.ค. นี้ โดยอนุญาตให้เบิกตัว "แอม ไซยาไนด์" ที่เป็นโจทก์มาเบิกความ นอกจากนี้ยังมีพยานอื่นอีก 1 ปากด้วย ยืนยันว่า การยื่นฟ้องหมิ่นประมาท เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย
ส่วนที่ "ทนายเดชา" ทนายความจำเลย ให้สัมภาษณ์ว่า หากคดียกฟ้อง จะฟ้องกลับนั้น ก็ไม่ได้กังวล เพราะหากศาลเห็นว่า เป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยชอบ ก็อาจจะดำเนินการฐานกลั่นแกล้งได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ตนกับทนายเดชา ก็เจอหน้าและพูดคุยกันแล้ว ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ต่างคนต่างก็ทำตามหน้าที่ในฐานะทนายความ
ด้าน นายรพี กล่าวก่อนขึ้นฟัง การพิจารณาคดีว่า มูลเหตุการฟ้องร้อง มาจากการที่ไปออกรายการ “ถกไม่เถียง” เมื่อวันที่ 18 เม.ย. ที่ผ่านมา และได้กล่าวในรายการว่า "แอม" โกหกเจ้าหน้าที่จนหัวปั่น และหลอกตำรวจ จึงทำให้ "แอม" ฟ้องร้องในวันที่ 21 เม.ย. ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ตนรู้สึกเสียใจ เพราะช่วยตามคดีให้กับญาติของผู้ตาย จนตำรวจสามารถรวบรวมพยานหลักฐาน ออกหมายจับ "แอม" ได้ แต่ต้องมาถูกฟ้องเป็นจำเลย รวมทั้งอ้างว่า จะฟ้องตำรวจ ญาติผู้เสียชีวิต และสื่อมวลชนด้วย จึงมองว่า เป็นการฟ้องเพื่อปิดปาก ไม่ให้ออกมาเปิดเผยข้อเท็จจริง ทั้งที่การทำหน้าที่ และออกมาเปิดเผยข้อมูลต่าง ๆ นั้นเป็นประโยชน์ต่อประชาชน และก่อนหน้านี้ ตนเคยบอก "แอม" ว่า ให้ยอมรับความจริง จะได้ไม่มีความผิดมากไปกว่านี้
ขณะที่ ทนายเดชา กล่าวว่า วันนี้เตรียมพยานหลักฐาน เพื่อใช้ในการไต่สวน เป็นบันทึกการจับกุมของตำรวจ และหมายจับ "แอม ไซยาไนด์" จำนวน 15 คดี รวมทั้งคลิปวิดีโอ ที่ "แอม" พูดคุยกับตำรวจ สภ.บ้านโป่ง ว่าถูก "แอม" หลอกจนหัวปั่น มายื่นเพื่อพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่า นายรพี พูดตามข้อเท็จจริง ไม่ได้พูดหมิ่นประมาท เพราะเป็นการพูดไปตามที่ ตำรวจกองปราบปราม และตำรวจกองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 7 พูดไว้
อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นพิจารณาจากข้อความดังกล่าวแล้ว ไม่น่าจะเข้าข่ายหมิ่นประมาท ดังกล่าวหากศาลยกฟ้อง ก็อาจจะดำเนินการฟ้องกลับ ข้อหาฟ้องเท็จ เบิกความเท็จ ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกสูงสุดรวมกัน 12 ปี