ปลัดสธ.ยันการทำงานต้องให้เกียรติผู้เสียชีวิต
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ให้การดูแลผู้บาดเจ็บผู้ได้รับผลกระทบ และผู้เสียชีวิต ซึ่งผู้เสียชีวิตให้ดูแลตามหลักกฎหมาย และตามหลักวิชาชีพด้วยความรวดเร็ว เพื่อให้ครอบครัวได้นำร่างไปประกอบพิธีทางศาสนา และให้ความเคารพต่อผู้วายชนม์ ส่วนร่างของผู้เสียชีวิตที่นำไปชันสูตร ได้มีการระดมแพทย์ทางนิติเวชจากทั่วประเทศ ช่วยกันในการชันสูตรศพผู้เสียชีวิตทั้ง 37 ราย
สำหรับผู้บาดเจ็บ 10 ราย แบ่งเป็น 4 ราย อาการเล็กน้อย 3 รายกลับบ้านได้แล้ว อีก 5 รายอยู่ที่โรงพยาบาลจังหวัดหนองบัวลำภู รายแรก เป็นเด็กผู้ชายอายุ 3 ปี ได้ทำการผ่าตัดเปิดกะโหลกและเอาก้อนเลือดออก ขณะนี้เด็กรายดังกล่าวหายใจได้เอง ซึ่งแพทย์ยังคงติดตามอาการในห้อง ICU อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน
รายที่ 2 เป็นเด็กอายุ 4 ปี ได้รับผลกระทบทางสมองค่อนข้างมาก ซึ่งแพทย์ได้ผ่าตัดเปิดสมองและเอาก้อนเลือดออกรายนี้เกิดภาวะแทรกซ้อน สมองบวม ทำให้แพทย์ตัดสินใจผ่าตัดอีกรอบเมื่อวานนี้ ซึ่งสามารถลดอาการสมองบวมได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามอาการ
รายที่ 3 เป็นหญิงอายุ 56 ปี ได้การบาดเจ็บทางศีรษะได้ทำการผ่าตัดเปิดสมองและเอาก้อนเลือดออก ขณนี้อาการดีขึ้นและเริ่มฝึกหายใจได้เอง
รายที่ 4 เป็นผู้หญิงอายุ 42 ปีรายดังกล่าวได้รับบาดเจ็บที่ช่องท้อง โดยมีลำไส้เล็กทะลุ และแพทย์ได้ทำการผ่าตัดซ่อมแซมและขาหัก ขณะนี้หายใจได้เอง
รายที่ 5 เป็นเด็กผู้หญิงอายุ 12 ปี เป็นบุตรของรายที่ 4 ขณะนี้ได้ให้ย้ายมาอยู่ด้วยกัน สภาพจิตใจดีขึ้น
ส่วนรายที่ 6 และรายที่ 7 อยู่ที่โรงพยาบาลอุดรธานี
โดยรายที่ 6 เป็นเด็ก 1 ราย ผ่าตัดสมองเอาเลือดออกทางศีรษะ ขณะนี้พูดคุยรู้เรื่อง มีกำลังใจที่ดี
รายที่ 7 สุดท้ายเป็น ผู้ชายอายุ 21 ปีถูกยิงได้รับบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังและต้นคอ ขณะนี้ได้ผ่าตัดเอากระสุนออกแล้วยังคงต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และกายภาพบำบัดฟื้นฟู แพทย์ยังคงต้องดูแลในห้องไอซียู
ดูแลสภาพจิตใจใน 3 ระยะ พร้อมส่งต่อหากจำเป็น
ด้านแพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ระบุว่า กรมสุขภาพจิต ได้ขอความร่วมมือในเรื่องของการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร รวมถึงการให้การปฐมพยาบาลทางจิตใจเบื้องต้น โดยมีการดำเนินการใน 3 ระยะ คือ ระยะแรกดำเนินการ ทันที ในช่วง 3 วันแรก ดูแลสภาพจิตใจ ของครอบครัวผู้เสียชีวิต 37 ครอบครัว และจะมีการดูแลในระยะที่ 2 คือในช่วง 2 สัปดาห์ โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบ จะมีความโดดเดี่ยว ซึ่งจะมีการจัดสวนเยียวยาในชุมชนเพื่อให้การดูแล ได้มากที่สุดรวมถึง การจัดการทำงานเชิงรุก ในการดูแลถึงครอบครัว หลังจากนั้นจะมีการดูแลต่อเนื่อง 3 เดือน หรือนานกว่านั้น เพื่อให้คนในพื้นที่สามารถปรับตัว ได้ ซึ่งหากรายใด จำเป็นต้องได้รับการรักษาต่อเนื่อง จะมีการจัดกลไกในการส่งต่อ
สำหรับผู้ได้รับผลกระทบในปัจจุบัน กลุ่มแรกพบว่ามีประมาณ 60 คน ที่เป็นญาติสายตรง กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ไม่ได้เป็นญาติสายตรง แต่มีความเชื่อมโยงจากการติดตามสถานการณ์ ประมาณ 6,500 คน และเด็กที่อยู่โรงเรียนใกล้สถานที่เกิดเหตุได้รับผลกระทบ 129 คน สุดท้ายคือประชาชนในจังหวัด และประชาชนในประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากการรับรู้ ข้อมูลข่าว ซึ่งจะมีการ ดูแลให้ทุกคนก้าวข้ามสถานการณ์นี้ไปได้
ส่วนประเด็นที่มีการกดดันให้แม่ของผู้ก่อเหตุออกจากพื้นที่ พญ.อัมพร ระบุว่า เรื่องนี้ได้มีการส่งทีมสุขภาพจิตเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิดตั้งแต่แรกเริ่ม และเฝ้าระวังปัญหาทางจิตใจตั้งแต่แรก รวมถึงแรงกดดันที่เกิดขึ้นกับครอบครัว และการเยียวยาในจิตใจ พร้อมระบุว่าการแยกออกจากพื้นที่ซักระยะเป็นสิ่งที่ดี ซึ่งจะช่วยในการลดผลกระทบจากความรุนแรง
สำหรับการดูแลที่ถูกต้องคือการประคับประคองจิตใจ การใส่ใจอารมณ์ ไม่ขุดคุ้ยขยี้ถาม และตำหนิกล่าวโทษ ซึ่งจะช่วยทำให้บริบทของชีวิตให้เดินหน้าต่อไปได้ รวมถึงการร่วมกันปฎิบัติตามประเพณี จะช่วยลดความโศกเศร้าลงได้ ส่วนผู้ที่ได้รับความสูญเสีย และทำร้ายตัวเองขณะนี้ดีขึ้น ได้พบจิตแพทย์แล้ว