“ส่วนด้าน EEC ทำหน้าที่ส่งเสริมให้มีการลงทุนในด้านอุตสาหกรรมทางการแพทย์ในพื้นที่ โดยมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีระดับสูงและเพิ่มตำแหน่งงานที่มีคุณค่าสูงด้านการแพทย์ให้คนไทย นอกเหนือจากการมีห้องปฏิบัติการด้านการแพทย์จีโนมิกส์เกิดขึ้นในประเทศไทย และระยะต่อไปจะเชื่อมโยงแผน BCG เข้ากับแผนจีโนมิกส์ประเทศไทย
เพื่อต่อยอดไปสู่การบริการด้านการแพทย์แม่นยำ ในฐานะผู้นำด้านการแพทย์จีโนมิกส์ของอาเซียน”
ดร.ศิษเฎศ ทองสิมา ผู้อำนวยการธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ สวทช. กล่าวว่า บทบาท สวทช. กับจีโนมิกส์ประเทศไทย คือการบริหารจัดการข้อมูล ประมวลผล และพัฒนาซอฟต์แวร์ ออกแบบระบบจัดซื้อคอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถนะสูงขนาดใหญ่ เพื่อเร่งการประมวลผลข้อมูลพันธุกรรม และพัฒนานโยบายและธรรมาภิบาลข้อมูล การแบ่งปันข้อมูลและทรัพย์สินทางปัญญา โดยช่วงแรกมีการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อนำผลที่ได้นำเสนอให้กับแพทย์เพื่อใช้ในการแปลผล จากการสกัดข้อมูลจำนวนมาก เพื่อการวิเคราะห์ที่จะช่วยในการพิจารณาและวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ ปัจจุบันเรามีซอฟต์แวร์ด้านเภสัชพันธุศาสตร์ ทำนายความเสี่ยงว่าผู้ป่วยจะต้องมีการเปลี่ยนยาหรือไม่ และการตรวจการดื้อยาของเชื้อวัณโรค ช่วยในการพิจารณาผลจากการพบเชื้อที่ดื้อยา เพื่อการตัดสินใจในการให้ยาที่เหมาะสม เหล่านี้เป็นการทำงานโดยใช้ข้อมูลพันธุกรรมจากเชื้อหรือจากมนุษย์มาใช้ประโยชน์
นอกจากนี้ การประมวลผลข้อมูลพันธุกรรมเพื่อทำให้เกิดการต่อยอดทางธุรกิจที่อาจจะนำไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์และบริการในเชิงธุรกิจ มองว่า หลายๆ บริษัทต่างมีความต้องการที่จะต้องได้ข้อมูลจากโครงการ Genomics Thailand เพื่อลดการลงทุนจำนวนมากสำหรับนำไปต่อยอดธุรกิจในด้าน Wellness, Nutrigenomics, Pharmaco และ Medicine ในอนาคต
“ฉะนั้น เมื่อถามว่าเราจำเป็นที่จะต้องมีฐานข้อมูลพันธุกรรมคนไทยของเราเองไหม คำตอบคือ “จำเป็นต้องมี” อย่างไรก็ตาม ฐานข้อมูลรหัสพันธุกรรมของคนไทยที่เปิดเผยต่อสาธารณะจะเป็นแค่ variant ที่แสดงตำแหน่งการกลายพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคเพียงเท่านั้น ซึ่งไม่ได้บอกตัวตนว่าเป็นข้อมูลของใคร เพราะมีการแยกข้อมูลตัวตนออกจากข้อมูลของพันธุกรรมทำให้มีความปลอดภัยของข้อมูล”
ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยการแพทย์แม่นยำ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในการรักษาโรคมะเร็ง เราจะนำเทคโนโลยีจีโนมิกส์มาใช้เพื่อการพัฒนาและดูแลรักษาผู้ป่วย โดยพยายามจำแนกรหัสพันธุกรรม เพื่อหาความแตกต่างระหว่างผู้ป่วยด้วยโรคเดียวกัน ว่ามีการกลายพันธุ์เหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร เพื่อวางแผนในการรักษาหรือยับยั้งไม่ให้เซลล์มะเร็งขยายตัว และสามารถเลือกยาให้ตรงกับการรักษาผู้ป่วยแต่ละราย
“ยกตัวอย่างผู้ป่วยมะเร็งสมองที่มีความร้ายแรงมาก ในอดีตการรักษาไม่ค่อยได้ผล แต่ถ้าทำให้การกลายพันธุ์มีความจำเพาะมากๆ และใช้ยาตรงจุด ก็จะสามารถเปลี่ยนโฉมการรักษาได้ และอีกตัวอย่างหนึ่งคือ การรักษามะเร็งเต้านม ที่มียีนกลายพันธุ์และมีความเสี่ยงสูง ถ้าสามารถรู้ก่อน ก็จะมียารักษาได้ ที่สำคัญคือ ถ้าสามารถรวบรวมจีโนมของผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมากพอ แล้วถอดรหัสออกมาได้ ก็จะรู้ได้ว่าความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งนั้น เกิดจากสาเหตุใด เพื่อหาแนวทางการรักษาในอนาคต”
ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ ผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเวชพันธุศาสตร์และรองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันมีโรคหลายโรคที่ไม่สามารถตรวจพบว่าเกิดจากสาเหตุอะไร หรือที่เรียกว่ากลุ่มโรคหายาก อย่างเช่น เด็กมีพัฒนาการช้า ตัวเหลือง ฯลฯ โรคประเภทนี้มีจำนวนมากที่บางรายตรวจแล้วตรวจอีก ตรวจหลายครั้งก็ยังหาสาเหตุไม่ได้ ต้องตรวจไปทีละอย่าง ทีละจุด จนกว่าจะพบสาเหตุ ขณะที่บางรายต้องใช้เวลาวินิจฉัยนานหลายปี อย่างไรก็ตาม หากเรามีเครื่องมือที่วิเคราะห์หาสาเหตุ ก็จะสามารถตรวจพบสมมติฐานของโรคได้โดยง่าย ซึ่งการแพทย์จีโนมิกส์สามารถทำได้ อีกทั้งเมื่อปี 2564 ที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศว่า การแพทย์จีโนมิกส์จะเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่จะเปลี่ยนแปลงปัญหาสุขภาพของคนทั้งโลก
“ยกตัวอย่างมีหญิงตั้งครรภ์รายหนึ่ง คลอดลูกมาแล้ว 2 คน ทุกคนตาบอดหมด เธอบอกว่าถ้าลูกคนนี้มองไม่เห็นอีก ก็จะยุติการตั้งครรถ์ จึงมีการตรวจจีโนมของลูกทั้งหมด พบว่าลูกในท้องมียีนปกติ ตาไม่บอด เธอจึงยอมให้ลูก
คนนี้ได้คลอดออกมา ซึ่งลูกก็มองเห็นได้ตามปกติ แม่เด็กดีใจมาก สรุปว่า ด้วยเทคโนโลยีการแพทย์จีโนมิกส์ ทำให้เราพบทางออกในการรักษาโรคหายาก และในอนาคต ด้วยเทคโนโลยีการแพทย์จีโนมิกส์ จะทำให้สามารถรู้ถึงปัญหาการเกิดโรคในคนที่ไม่ป่วย ได้รู้สุขภาพของตัวเองล่วงหน้า ว่ากำลังมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอะไร แต่ก็ต้องคิดกันต่อว่า แล้วเราจะมีบุคลากรด้านการแพทย์จีโนมิกส์อย่างเพียงพอ ได้อย่างไร” ศ.นพ.วรศักดิ์ กล่าว
ศ.ดร.นพ.สุรศักดิ์ สังขทัต ณ อยุธยา รองผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้ร่วมงานภายใต้โครงการแผนจีโนมิกส์ประเทศไทย โดยมีโครงการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจาก สวรส. ซึ่งทำการศึกษาในประชากรทางภาคใต้ ศึกษากลุ่มโรคที่พบน้อยหรือให้การวินิจฉัยยาก โรคมะเร็งทางพันธุกรรม เภสัชพันธุศาสตร์ ตลอดจนการพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนการวินิจฉัยทางการจัดทำข้อมูลสำหรับการสร้างฐานข้อมูลความถี่พหุรูปนิวคลีโอไทด์เดี่ยว โดยการวิจัยได้มีการจัดทำข้อมูล South Thai Genome Project ซึ่งเป็นสิ่งที่พยายามทำให้เกิดขึ้นในส่วน/ระดับภูมิภาค (เขตสุขภาพที่ 12 ประกอบด้วยจังหวัด ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) คือ 1.ระบบการจัดเก็บตัวอย่างทางชีวภาพจากบริการในโรงพยาบาล ที่เก็บจากผู้ป่วยของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ 2.การ sequence ในลักษณะของ whole exome เนื่องจากไม่มีงบประมาณในการทำแบบ whole genome และทำการทดลองวิเคราะห์วินิจฉัยการรักษา เช่น ที่ผ่านมามีการทำงานกับผู้ป่วยกลุ่มโรคมะเร็งลำไส้ ในการหายีนที่ทำให้เกิดความผิดปกติ/เป็นโรคมะเร็ง หรือวินิจฉัยว่าใครบ้างต้องได้รับการส่องกล้องขนาดใหญ่ หรือใครบ้างมีความเสี่ยงสูง/ต่ำที่ควรได้รับการคัดกรอง ตลอดจนการมองหาการกลายพันธุ์ mutation ที่อาจจะยังไม่มีการระบุมาก่อน
“โครงการนี้ ทำให้เกิดปรากฎการณ์เข้าสู่ s-curve ของการเรียนรู้ เกิดการตื่นตัวของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่ทำงานด้านพันธุกรรมในการมาร่วมทำงาน และมองเห็นโอกาสการทำงานทางคลินิค ทางเทคนิค การเก็บสะสมตัวอย่างและค้นหาข้อมูลที่จะนำมาใช้ประโยชน์หลายอย่าง ไม่ว่าจะกับผู้ป่วยหรืองานวิชาการหรือการวิจัย ทั้งหมดนี้จะเป็นระบบนิเวศ (ecosystem) ที่จะต้องทำงานด้วยกัน”