เนชั่นทีวี

ข่าว

“ศุภชัย” จ่อฟันจริยธรรม “โรม” ซัดมติเรียก “อนุทิน” มุบมิบ ลักหลับ

06 พ.ย. 2569 | prisana_tha

“ศุภชัย” จ่อฟันจริยธรรม “โรม” ซัดมติเรียก “อนุทิน” มุบมิบ ลักหลับ

“ศุภชัย” จ่อฟันจริยธรรม “โรม” ซัดมติเรียก “อนุทิน” ฝ่าฝืนข้อบังคับ มุบมิบ แอบทำ ลักหลับ แซะให้กลับมาอยู่ในที่ชอบๆ

“ศุภชัย” จ่อฟันจริยธรรม “โรม” ซัดมติเรียก “อนุทิน” ฝ่าฝืนข้อบังคับ มุบมิบ แอบทำ ลักหลับ แซะให้กลับมาอยู่ในที่ชอบๆ

KEY

POINTS

  • “ศุภชัย ใจสมุทร” นำทีมภูมิใจไทยค้าน มติ กมธ.กฎหมาย เรียก “อนุทิน” แจงคดีโกงสอบท้องถิ่น
  • ชี้มติเรียกนายกฯ ใช้องค์ประชุมเพียง 7 คน จากเกณฑ์ขั้นต่ำ 8 คน เข้าข่ายขัดข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ
  • จี้ “รังสิมันต์ โรม” วางตัวเป็นกลาง เตรียมคัดค้านมติและตรวจสอบจริยธรรม

6 พฤศจิกายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา กรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาฯ(กมธ.กฎหมาย) ซีกพรรคภูมิใจไทย นำโดย นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรรณ สส.สุพรรณบุรี นายฤทธิรงค์ ภูมิสวัสดิ์ สส.มหาสารคาม น.ส.รินทร์ลิตา อดิษะ สส.บัญชีรายชื่อ แถลงต่อกรณีที่ กมธ.กฎหมาย ที่มีนายรังสิมันต์ โรม เป็นประธานฯ ลงมติเอกฉันท์ 7 เสียง เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ให้เรียก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ โดยอ้างเหตุไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอำนาจเรียก ไม่สั่งการให้ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เข้าชี้แจงต่อ กมธ.กฎหมาย ซึ่งตรวจสอบกรณีทุจริตโกงสอบท้องถิ่น

 

โดย นายศุภชัย กล่าวว่า ในขณะที่มีการพิจารณาเรื่องนี้นั้น มีกรรมาธิการอยู่เพียง 6 คน และได้ติดตามให้กรรมาธิการฝ่ายค้านจากพรรคประชาธิปัตย์มาเพิ่มอีก 1 คน ให้เข้ามาร่วมประชุมรวมเป็น 7 คน แต่ไม่ได้ติดตามกรรมาธิการฝ่ายรัฐบาลเข้าไปร่วมพิจารณาเรื่องนี้ด้วย ซึ่งองค์ประชุมที่ลงมติ 7 คนนั้น ไม่เป็นไปตามข้อบังคับ ที่กำหนดว่าต้องมีมากกว่ากึ่งหนึ่งคือ 8 คน เนื่องจากมี สส.จากพรรคเพื่อไทยลาออกไป 1 คน

“ศุภชัย” จ่อฟันจริยธรรม “โรม” ซัดมติเรียก “อนุทิน” มุบมิบ ลักหลับ

 

แต่ในช่วงบ่ายที่ประชุมสภา ได้มีการเสนอชื่อให้ นางคมคาย อุดรพิมพ์ สส.มหาสารคาม พรรคภูมิใจไทย มาทำหน้าที่แทน ทำให้มีจำนวนสมาชิกรวม 15 คน เพราะฉะนั้นครึ่งหนึ่งคือ 8 คน มติที่ออกมามี 7 คนทำให้ไม่ชอบด้วยข้อบังคับ ผิดข้อบังคับและผิดรัฐธรรมนูญ รวมถึงผิดแนวทางที่เคยดำเนินการ ตามที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้แจ้งว่าสิ่งที่ควรปฏิบัติควรเป็นอย่างไร

"ในฐานะที่ นายรังสิมันต์ โรม เป็นประธานกรรมาธิการ ท่านจะต้องทำหน้าที่ให้เป็นไปตามข้อบังคับ และประมวลจริยธรรม คือผู้ที่ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ที่เป็นกรรมาธิการจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับ ตามกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแต่ท่านละเลยเรื่องนี้ในฐานะประธาน ซึ่งจะต้องวางตัวเป็นกลางและเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าท่านมีเจตนาตรงไปตรงมาท่านจะต้องให้เจ้าหน้าที่เชิญกรรมาธิการ เชิญให้ทุกคนไปร่วมประชุม แต่ท่านไม่เคยติดต่อมา นี่คือการมุบมิบ แอบทำ ลักหลับ จึงต้องเรียนว่าสิ่งที่ท่านดำเนินการนี้ไม่ชอบตามข้อบังคับ” นายศุภชัยกล่าว

นายศุภชัย ยังกล่าวว่า หนังสือดังกล่าวพวกเราจึงเห็นว่าไม่ชอบด้วยข้อบังคับ เราจะดำเนินการคัดค้านเรื่องนี้ และถ้าเห็นว่ามีการกระทำใดที่ผิดจริยธรรมตามประมวลจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎร เราก็จะดำเนินการ นอกจากนี้กรรมาธิการคนอื่นก็ไม่ได้ทักท้วงให้ปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุม เราจะพิจารณาว่ามีพฤติการณ์ส่วนไหนบ้าง ฝ่ายเลขานุการรวมถึง ผบ. ก็ได้มีการทักท้วงในที่ประชุมว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมีกรรมธิการใหม่เพิ่มมาอีก 1 คนแล้ว แต่ประธานกรรมาธิการกลับบอกว่าไม่ได้รับแจ้ง เพราะฉะนั้นถือว่าองค์ประชุมครบ

"แทนที่ท่านเป็นประธาน แล้วต้องทำให้มันถูกต้องโดยติดตามคนอื่นๆ ให้เข้าไปร่วม ให้ครบเป็นองค์ประชุมท่านกับปกปิดแอบทำกันแล้วไม่มีการทำให้โปร่งใส เพราะเรื่องนี้สำคัญเราเข้าใจเจตนาท่าน ว่าท่านเองมุ่งเรื่องการเมือง แต่ในเรื่องของการดำเนินการเช่นนั้นก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อกรรมาธิการการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ซึ่งเราเป็นกรรมการอยู่ ในฐานะที่เป็นกรรมาธิการเรารู้สึกว่าประธานไม่ดำรงตนในเรื่องนั้น ให้เป็นไปตามกฎหมายเพราะมีผลกระทบต่อการทำงาน" นายศุภชัยกล่าว

นายศุภชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ที่มีการเรียกนายอนุทิน มาชี้แจงในกรรมาธิการที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีเคยมีหนังสือชี้แจงเหตุจำเป็นแล้วว่าติดภารกิจ แล้วทำหนังสือถึงนายโสภณ ชี้แจงเหตุจำเป็นและโต้แย้งอำนาจดังกล่าว ว่าการดำเนินการเรื่องดังกล่าวไม่ใช่หน้าที่ของกรรมาธิการการกฎหมายฯ เรื่องการสอบท้องถิ่นดังนั้นไม่ใช่เรื่องที่นายกรัฐมนตรีจะต้องมาให้ถ้อยคำอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายแต่อย่างใด

 

นายศุภชัย กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือบรรยากาศการประชุมที่ควรมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ของประชาชน ให้เป็นที่พึ่งของประชาชนที่ประสบปัญหาได้กลับกลายเป็นว่าเป็นการตั้งเป้าเลือกเอาเฉพาะสิ่งที่โจมตีรัฐบาลแล้วเอามา ทำให้บรรยากาศเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ การที่สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ออกแนวปฏิบัติของกรรมาธิการเป็นการตอกย้ำว่า ทั้งหมดควรดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับที่มีอยู่เดิมแล้วตั้งแต่ปี 2562 เพราะฉะนั้นนี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่สิ่งที่กระทำไม่เป็นไปตามข้อบังคับ

 

ทั้งนี้ ถ้าพิจารณาว่าเรื่องใดอยู่ในอำนาจหน้าที่หรือไม่ ประธานต้องมาถามกรรมาธิการเพื่อรับเรื่อง และบรรจุในระเบียบวาระจะเชิญคนใดก็ต้องปรึกษาหารือกันไม่ใช่สุมหัวกัน 2 คน แล้วเอามาให้การในกรรมาธิการ ให้ถ้อยคำอีกอย่าง ออกไปแถลงอีกอย่าง หรือบางทีไม่ได้พูดถึงใครก็ไปแถลงอีกอย่าง เอาความจริงนอกสำนวนเข้าไป เป็นเรื่องไม่ควรจะทำบรรยากาศแบบนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าประธานปรับแนวการทำงาน ตนก็พร้อมที่จะทำงาน กรรมาธิการทุกคนสามารถรับเรื่องร้องเรียนและเสนอกับที่ประชุมได้ แต่วันนี้กลายเป็นว่าดำเนินการโดยประธานคนเดียว

"ผมไม่อยากให้ใช้อำนาจ ที่เข้าใจว่ามีโดยที่ไม่มีอำนาจ เพราะในที่สุดแล้วถ้าทำอะไรไม่ชอบด้วยข้อบังคับ ไม่มีอำนาจทำหรือลุแก่อำนาจ ที่สุดแล้วพวกผมร้องเรียน สุดท้ายก็จะจบอยู่ที่การวินิจฉัยว่าสิ่งที่ทำชอบหรือไม่  แบบนั้นผมไม่อยากให้มีบรรยากาศแบบนั้น ผมก็รู้จักการทำงานร่วมกันมา แต่ด้วยอุดมการณ์และวิธีคิดที่ต่างกัน ท่านละทิ้งแนวทางที่ควรจะเป็น ในที่สุดก็จะอยู่ในบรรยากาศตึงเครียด ขอร้องให้กลับมาอยู่ในที่ชอบที่ชอบ ยกเว้นถ้าอยากไปอยู่ในที่ที่ท่านชอบมากกว่า ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย" นายศุภชัยกล่าว

ข่าวล่าสุด