ทั้งนี้ พระราชบัญญัติคำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2568 มาตรา 13 ระบุไว้ว่า หากนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้ใดมิได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดหรือในกำกับ ส่งเอกสาร หรือมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นตามหนังสือเรียกของคณะกรรมาธิการ ให้ประธานกรรมาธิการมีหนังสือแจ้งประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา หรือประธานรัฐสภา แล้วแต่กรณี เพื่อแจ้งไปยังนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้นั้นให้มาแถลงหรือชี้แจงเหตุผลในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา เว้นแต่อยู่นอกสมัยประชุม ให้ส่งคำชี้แจงเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษรต่อประธานสภาฯ ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง
นายปิยรัฐ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ กรรมาธิการจะดำเนินการทางธุรการเพื่อส่งหนังสือไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน หรือภายในสัปดาห์หน้า หนังสือจะถูกส่งไปยังประธานสภาฯ และจากนั้นจะเป็นอำนาจของประธานสภาฯ ในการส่งหนังสือแจ้งต่อไปยังนายกรัฐมนตรี
เปิดเอกสารโต้แย้งแนวทาง "โสภณ ซารัมย์" มติ 8-0 ยันหนังสือธุรการลดทอนอำนาจ รธน.ไม่ได้
ขณะเดียวกัน ได้มีการเปิดเผยเอกสารข้อโต้แย้งทางกฎหมายของ กมธ.การกฎหมายฯ ต่อหนังสือแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการสามัญ ที่ออกโดยประธานสภาผู้แทนราษฎร (นายโสภณ ซารัมย์) ใน 2 ประเด็นหลัก คือ 1. การตีความขอบเขตหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการสามัญ และ 2. การนัดประชุมของคณะกรรมาธิการ
โดย กมธ.การกฎหมายฯ มีมติ 8 ต่อ 0 ไม่รับรองแนวทางดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 129 และอาจไม่ชอบด้วยข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ชี้ว่า "การตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินเป็นอำนาจที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ หนังสือทางธุรการไม่อาจแก้ไขเพิ่มเติมหรือลดทอนอำนาจดังกล่าวได้" มีรายละเอียดดังนี้
1.หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการ: รัฐธรรมนูญ มาตรา 129 และข้อบังคับการประชุมสภาฯ ข้อ 90 ได้กำหนดหน้าที่และอำนาจในการสอบหาข้อเท็จจริงและศึกษาเรื่องที่อยู่ในขอบเขตหน้าที่ของคณะกรรมาธิการไว้ชัดเจนแล้ว หนังสือแนวทางปฏิบัติจึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงหรือลดทอนอำนาจดังกล่าวเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดได้
2.การนัดประชุมและการบรรจุระเบียบวาระ: การดำเนินการต้องเป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ 92 และข้อ 93 รวมถึงบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง หนังสือแนวทางจึงไม่อาจเพิ่มเงื่อนไขที่ไม่มีฐานกฎหมายรองรับจนกลายเป็นอุปสรรคต่อการประชุมและการพิจารณาเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ กมธ.
3.การเรียกบุคคลหรือเอกสาร: ข้อบังคับ ข้อ 97 กำหนดให้การเรียกบุคคลหรือเอกสารทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อประธานหรือรองประธานคณะกรรมาธิการผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน และตาม พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ พ.ศ. 2568 ได้กำหนดเกณฑ์การออกหนังสือเรียกไว้โดยเฉพาะ จึงควรแยกให้ชัดระหว่างการออกหนังสือตามกฎหมายกับการเชิญบุคคลมาให้ข้อมูลโดยสมัครใจ และต้องตรวจสอบว่าแนวทางดังกล่าวเป็นการกำหนดเงื่อนไขเกินกว่ากฎหมายและข้อบังคับที่มีผลบังคับใช้อยู่หรือไม่
อนึ่ง แม้เป็นเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญและข้อบังคับจะยังไม่มีแนววินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่มีคำวินิจฉัยในลักษณะทำนองเดียวกัน คือ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2563 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2563 ซึ่งเป็นการวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการฯ พ.ศ. 2554 (คนละฉบับกับข้อบังคับการประชุมสภาฯ พ.ศ. 2562 และแก้ไขเพิ่มเติม) ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวมิได้ระบุว่าการเรียกบุคคลหรือเอกสารจะต้องได้รับมติจากที่ประชุมคณะกรรมาธิการใหม่ก่อนแต่อย่างใด
ด้วยเหตุผลดังกล่าว มติของ กมธ.การกฎหมายฯ จึงไม่เห็นด้วยกับแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการสามัญตามที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบ เนื่องจากเป็นการกำหนดเงื่อนไขเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญและข้อบังคับกำหนดไว้ อันเป็นการจำกัดหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการ