เนชั่นทีวี

ข่าว

กมธ.กฎหมายฯ มติเอกฉันท์ 7:0 บังคับโทษ พ.ร.บ.อำนาจเรียก จ่อดึง "อนุทิน" แจ้งสภาฯ ปมไม่สั่ง "นฤชา" แจง กมธ.

06 พ.ย. 2569 | natthanan_chu

กมธ.กฎหมายฯ มติเอกฉันท์ 7:0 บังคับโทษ พ.ร.บ.อำนาจเรียก จ่อดึง "อนุทิน" แจ้งสภาฯ ปมไม่สั่ง "นฤชา" แจง กมธ.

กมธ.กฎหมายฯ มติเอกฉันท์ 7:0 บังคับโทษ พ.ร.บ.อำนาจเรียก จ่อดึง "อนุทิน" แจ้งสภาฯ ปมไม่สั่ง "นฤชา" แจง กมธ. คาดหนังสือถึง "โสภณ" สัปดาห์หน้า เปิดเอกสารโต้แนวทางประธานสภาฯ มติ 8:0 ลดทอนอำนาจ รธน.ไม่ได้

กมธ.กฎหมายฯ มติเอกฉันท์ 7:0 บังคับโทษ พ.ร.บ.อำนาจเรียก จ่อดึง "อนุทิน" แจ้งสภาฯ ปมไม่สั่ง "นฤชา" แจง กมธ. คาดหนังสือถึง "โสภณ" สัปดาห์หน้า เปิดเอกสารโต้แนวทางประธานสภาฯ มติ 8:0 ลดทอนอำนาจ รธน.ไม่ได้

KEY

POINTS

  • มติ กมธ. 7:0 บังคับ พ.ร.บ.อำนาจเรียก: กมธ.กฎหมายฯ มีมติ 7:0 ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.อำนาจเรียก 2568 ชี้ "อธิบดีกรมการปกครอง" ผิดวินัยฐานไม่มาชี้แจง
  • ส่งนายกฯ ชี้แจงสภา: "นายกฯ อนุทิน" จ่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่ต้องเข้าชี้แจงต่อสภาฯ กรณีรัฐมนตรีไม่สั่งการผู้ใต้บังคับบัญชา
  • มติ 8:0 โต้ประธานสภาฯ: กมธ. หักแนวทาง "โสภณ ซารัมย์" ชี้หนังสือธุรการไม่อาจลดทอนอำนาจกรรมาธิการตามรัฐธรรมนูญ

6 พฤศจิกายน 2569 นายปิยรัฐ จงเทพ สส.พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.การกฎหมาย) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วันนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ถือว่าได้รับเกียรติจาก กมธ.การกฎหมายฯ ที่ได้มีมติ 7-0 ให้บังคับตามกฎหมาย โทษฐานที่รัฐมนตรีไม่สั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชามาชี้แจงต่อ กมธ. ตามพระราชบัญญัติคำสั่งเรียกฯ (พ.ร.บ.อำนาจเรียก)

 

นายปิยรัฐ ระบุว่า ผลของการไม่กำกับดูแลให้ผู้ใต้บังคับบัญชามาชี้แจง คือ นายกรัฐมนตรีจะต้องมาตอบในสภาผู้แทนราษฎรเองในห้องใหญ่ ซึ่งถือเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทยที่ได้รับเกียรตินี้ ส่วน นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ก็ถือเป็นข้าราชการคนแรกที่ได้รับเกียรตินี้เช่นกัน โดย กมธ. มีมติ 7-0 ถือว่าการไม่มาชี้แจงต่อ กมธ. โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เป็นการไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการและถือเป็นความผิดทางวินัย

 

กมธ.กฎหมายฯ มติเอกฉันท์ 7:0 บังคับโทษ พ.ร.บ.อำนาจเรียก จ่อดึง "อนุทิน" แจ้งสภาฯ ปมไม่สั่ง "นฤชา" แจง กมธ.

 

ทั้งนี้ พระราชบัญญัติคำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2568 มาตรา 13 ระบุไว้ว่า หากนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้ใดมิได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดหรือในกำกับ ส่งเอกสาร หรือมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นตามหนังสือเรียกของคณะกรรมาธิการ ให้ประธานกรรมาธิการมีหนังสือแจ้งประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา หรือประธานรัฐสภา แล้วแต่กรณี เพื่อแจ้งไปยังนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้นั้นให้มาแถลงหรือชี้แจงเหตุผลในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา เว้นแต่อยู่นอกสมัยประชุม ให้ส่งคำชี้แจงเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษรต่อประธานสภาฯ ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง   

 

นายปิยรัฐ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ กรรมาธิการจะดำเนินการทางธุรการเพื่อส่งหนังสือไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน หรือภายในสัปดาห์หน้า หนังสือจะถูกส่งไปยังประธานสภาฯ และจากนั้นจะเป็นอำนาจของประธานสภาฯ ในการส่งหนังสือแจ้งต่อไปยังนายกรัฐมนตรี

 

เปิดเอกสารโต้แย้งแนวทาง "โสภณ ซารัมย์" มติ 8-0 ยันหนังสือธุรการลดทอนอำนาจ รธน.ไม่ได้

 

ขณะเดียวกัน ได้มีการเปิดเผยเอกสารข้อโต้แย้งทางกฎหมายของ กมธ.การกฎหมายฯ ต่อหนังสือแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการสามัญ ที่ออกโดยประธานสภาผู้แทนราษฎร (นายโสภณ ซารัมย์) ใน 2 ประเด็นหลัก คือ 1. การตีความขอบเขตหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการสามัญ และ 2. การนัดประชุมของคณะกรรมาธิการ

 

กมธ.กฎหมายฯ มติเอกฉันท์ 7:0 บังคับโทษ พ.ร.บ.อำนาจเรียก จ่อดึง "อนุทิน" แจ้งสภาฯ ปมไม่สั่ง "นฤชา" แจง กมธ.

 

กมธ.กฎหมายฯ มติเอกฉันท์ 7:0 บังคับโทษ พ.ร.บ.อำนาจเรียก จ่อดึง "อนุทิน" แจ้งสภาฯ ปมไม่สั่ง "นฤชา" แจง กมธ.

 

โดย กมธ.การกฎหมายฯ มีมติ 8 ต่อ 0 ไม่รับรองแนวทางดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 129 และอาจไม่ชอบด้วยข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ชี้ว่า "การตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินเป็นอำนาจที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ หนังสือทางธุรการไม่อาจแก้ไขเพิ่มเติมหรือลดทอนอำนาจดังกล่าวได้" มีรายละเอียดดังนี้

 

1.หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการ: รัฐธรรมนูญ มาตรา 129 และข้อบังคับการประชุมสภาฯ ข้อ 90 ได้กำหนดหน้าที่และอำนาจในการสอบหาข้อเท็จจริงและศึกษาเรื่องที่อยู่ในขอบเขตหน้าที่ของคณะกรรมาธิการไว้ชัดเจนแล้ว หนังสือแนวทางปฏิบัติจึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงหรือลดทอนอำนาจดังกล่าวเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดได้


2.การนัดประชุมและการบรรจุระเบียบวาระ: การดำเนินการต้องเป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ 92 และข้อ 93 รวมถึงบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง หนังสือแนวทางจึงไม่อาจเพิ่มเงื่อนไขที่ไม่มีฐานกฎหมายรองรับจนกลายเป็นอุปสรรคต่อการประชุมและการพิจารณาเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ กมธ.

 

3.การเรียกบุคคลหรือเอกสาร: ข้อบังคับ ข้อ 97 กำหนดให้การเรียกบุคคลหรือเอกสารทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อประธานหรือรองประธานคณะกรรมาธิการผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน และตาม พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ พ.ศ. 2568 ได้กำหนดเกณฑ์การออกหนังสือเรียกไว้โดยเฉพาะ จึงควรแยกให้ชัดระหว่างการออกหนังสือตามกฎหมายกับการเชิญบุคคลมาให้ข้อมูลโดยสมัครใจ และต้องตรวจสอบว่าแนวทางดังกล่าวเป็นการกำหนดเงื่อนไขเกินกว่ากฎหมายและข้อบังคับที่มีผลบังคับใช้อยู่หรือไม่

 

อนึ่ง แม้เป็นเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญและข้อบังคับจะยังไม่มีแนววินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่มีคำวินิจฉัยในลักษณะทำนองเดียวกัน คือ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2563 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2563 ซึ่งเป็นการวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการฯ พ.ศ. 2554 (คนละฉบับกับข้อบังคับการประชุมสภาฯ พ.ศ. 2562 และแก้ไขเพิ่มเติม) ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวมิได้ระบุว่าการเรียกบุคคลหรือเอกสารจะต้องได้รับมติจากที่ประชุมคณะกรรมาธิการใหม่ก่อนแต่อย่างใด

 

ด้วยเหตุผลดังกล่าว มติของ กมธ.การกฎหมายฯ จึงไม่เห็นด้วยกับแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการสามัญตามที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบ เนื่องจากเป็นการกำหนดเงื่อนไขเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญและข้อบังคับกำหนดไว้ อันเป็นการจำกัดหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการ

 

ข่าวล่าสุด