เนชั่นทีวี

Nation Story

WORLD: เดโมแครตเตือนทรัมป์ "เตรียมหาทนายไว้ได้เลย"

06 พ.ย. 2569 | nation_ent

WORLD: เดโมแครตเตือนทรัมป์ "เตรียมหาทนายไว้ได้เลย"

เตรียมหาทนายไว้ได้เลย!" คำเตือนสะเทือนทำเนียบขาวที่พรรคเดโมแครตส่งตรงถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ขณะที่พรรคเตรียมลงมือจัดการสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า "ครอบครัวที่ฉ้อฉลที่สุดเท่าที่เคยเข้ามาอยู่ในทำเนียบขาว" คำถามคือ ศึกครั้งนี้จะร้อนแรงถึงขั้นไหน และใครจะเป็นฝ่ายเจ็บตัว

 

ลองนึกภาพชาวอเมริกันหลายล้านคนที่กำลังกัดฟันสู้กับค่าครองชีพ ของกิน ของใช้ น้ำมัน ไปจนถึงค่ารักษาพยาบาล ราคาพุ่งขึ้นอย่างน่าเจ็บปวดในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

 

แต่ในขณะที่คนธรรมดาต้องนับเงินทุกเหรียญ พวกเขาก็รู้อยู่เต็มอกว่า ไม่ใช่ทุกคนที่กำลังเดือดร้อน

 

นี่คือจุดที่ "สมาชิกพรรคเดโมแครตในคณะกรรมการกำกับดูแลและการปฏิรูปภาครัฐ" ของสภาผู้แทนราษฎร (House Oversight Committee) ตัดสินใจลงมือ คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจตรวจสอบหน่วยงานรัฐบาลกลาง ข้าราชการ การใช้จ่ายงบประมาณ และธรรมาภิบาล

 

พวกเขาประกาศว่าจะ "ติดตามทุกเซ็นต์" ของเงินหลายพันล้านดอลลาร์ ที่อ้างว่าทรัมป์และครอบครัวร่ำรวยขึ้นมาจาก "โครงการฉ้อโกงทางดิจิทัล...เก็บเกี่ยวผลกำไรผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลและให้อภัยโทษแก่ผู้ที่เสนอราคาสูงที่สุด" โดยคำนวณว่า เงินที่ได้มาโดยมิชอบเหล่านี้สูงถึงเกือบ 4.5 พันล้านดอลลาร์

 

แล้วใครคือคนที่ถือบังเหียนการตรวจสอบครั้งนี้

เพราะตอนนี้ พรรคเดโมแครตยึดครองได้ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาอีกครั้ง โรเบิร์ต การ์เซีย ประธานคณะกรรมการคนใหม่ จึงออกคำเตือนตรงไปตรงมาถึงทรัมป์ว่า "จ้างทนายความซะ"

 

ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม "การทุจริตคอร์รัปชัน" ติดอันดับต้นๆ ของประเด็นที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกังวลในผลสำรวจหลายครั้ง และการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวของทรัมป์ ครอบครัว และพวกพ้อง คือสิ่งที่เดโมแครตแสดงเจตจำนงชัดเจนว่า จะตรวจสอบให้ละเอียดทุกซอกทุกมุม

 

การ์เซียเคยลั่นวาจาไว้ว่า "ในวันแรก (ที่เข้าสภาฯ ใหม่) เราจะจัดการกับครอบครัวที่ทุจริตที่สุดเท่าที่เคยอยู่ในทำเนียบขาว" ด้านฮาคีม เจฟฟรีส์ ผู้ได้รับเลือกเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรจากเดโมแครต ก็พูดถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการดำเนินคดีอาญา พร้อมประกาศว่าจะ "เอาผิดกับพวกคดโกง"

 

แล้วการสอบสวนครั้งนี้จะไปไกลแค่ไหน

 

ปลายทางที่เป็นไปได้คือ กระบวนการถอดถอน หรือ "อิมพีชเมนท์" (impeachment) ซึ่งเป็นขั้นตอนถอดเจ้าหน้าที่รัฐออกจากตำแหน่ง จากการก่อ "อาชญากรรมร้ายแรงและการกระทำผิด" ซึ่งอาจครอบคลุมเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลทรัมป์ และอาจรวมถึงตัวประธานาธิบดีเอง

 

แน่นอนว่าทรัมป์เคยเผชิญการพยายามถอดถอนมาแล้วสองครั้งในวาระแรก แต่รอดมาได้ เพราะรีพับลิกันคุมเสียงข้างมากในวุฒิสภา และการตัดสินลงโทษต้องใช้เสียงสองในสาม

แต่ตอนนี้ เกมพลิกแล้ว เดโมแครตเป็นฝ่ายคุมสถานการณ์ และดูเหมือนทรัมป์จะรู้ชะตาตัวเองดี เพราะเขาบอกว่า "จะพิจารณาการอภัยโทษเบื้องต้นสำหรับตัวเองและผู้ช่วย"

 

ประเด็นที่พรรคเดโมแครตจะสอบสวน

- ผลกำไรมหาศาลของตระกูลทรัมป์ จากอุตสาหกรรมสกุลเงินดิจิทัล

- การที่รัฐบาลทรัมป์ยังคงปฏิเสธเปิดเผยทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเจฟฟรีย์ เอปสไตน์ นักการเงินผู้กระทำผิดทางเพศต่อเด็ก ที่เสียชีวิตในเรือนจำ

- การอภัยโทษให้กับอาชญากรผู้ร่ำรวย และผู้ภักดีต่อกลุ่ม "มาก้า" (MAGA - Make America Great Again)

- ข้อกล่าวหาว่า จาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของทรัมป์ และสตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตตะวันออกกลาง มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจที่ทุจริต

- โครงการก่อสร้างอาคารหรูหราในวอชิงตัน ดีซี ของทรัมป์

 

และนี่ยังไม่ใช่ทั้งหมด ยังมีข้อกล่าวหาอีกหลายเรื่องที่อยู่ระหว่างการขุดคุ้ย รวมถึงการตรวจสอบแง่มุมต่างๆ ของรัฐบาลทรัมป์ที่ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับการทุจริต เช่น การบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง การทำสงครามกับอิหร่าน และภาษีการค้า

 

เดโมแครตไม่ได้มีแค่กำลังคนที่มากขึ้น แต่ยังถืออาวุธหนักอย่างอำนาจออกหมายเรียกเอกสาร และบังคับให้บุคคลต่างๆ เข้าให้การได้ ขณะที่หลักฐานก็ทยอยโผล่ออกมาเรื่อยๆ ล่าสุดครอบครัวทรัมป์เพิ่งยอมรับว่า งานฉลองแต่งงานของโดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ ลูกชายคนโต ได้เงินสนับสนุนจากมหาเศรษฐีชาวรัสเซียรายหนึ่งที่ "ใกล้ชิดกับทำเนียบเครมลิน"

 

ซูฮาส ซูบรามาเนียม สมาชิกคณะกรรมาธิการกำกับดูแลฯ ถึงกับกล่าวว่า "สิ่งที่น่าตกใจสำหรับผม ไม่ใช่แค่การที่รัฐบาลชุดนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงในคณะรัฐมนตรี รวมถึงตัวประธานาธิบดีและครอบครัว มีพฤติกรรมทุจริตและแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น แต่พวกเขายังทำอย่างเปิดเผยและไม่เกรงกลัวสิ่งใดเลย"

 

ย้อนกลับไปในวาระแรก ก็มีการเปิดเผยแล้วว่า รัฐบาลต่างชาติ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และคนที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลของเขา ใช้จ่ายเงินหลายล้านดอลลาร์ รวมถึงเงินภาษีของชาวอเมริกัน ไปกับค่าอาหารและที่พักในโรงแรมของ Trump Organization

 

แต่ฝ่ายตรงข้ามชี้ว่า เรื่องเหล่านั้นเทียบไม่ได้เลยกับการแสวงหาผลกำไรที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้ามาชนะเลือกตั้งในปี 2024 แม้องค์กรธุรกิจของเขาเคยให้คำมั่นว่าจะระงับข้อตกลงกับต่างชาติในวาระแรก แต่คราวนี้กลับมีโครงการมูลค่าหลายล้านดอลลาร์เตรียมไว้รออยู่ทั่วโลก

 

การเอาตำแหน่งสาธารณะไปปะปนกับผลประโยชน์ส่วนตัวแบบนี้ คือสิ่งที่รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ พยายามสกัดไว้ ผ่านบทบัญญัติว่าด้วย "ผลประโยชน์ตอบแทน" (emoluments clause) ซึ่งระบุว่า หากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง รวมถึงประธานาธิบดี จะรับของขวัญใดๆ จาก "กษัตริย์ เจ้าชาย หรือรัฐต่างชาติ" ต้องได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรสเสียก่อน

 

พอพูดถึงเงิน ก็หนีไม่พ้นเรื่องคริปโต

 

ทรัมป์หนุนอุตสาหกรรมสกุลเงินดิจิทัลเต็มตัว นักลงทุนคริปโตผู้มั่งคั่งทุ่มเงินให้แคมเปญหาเสียงของเขา และเขาก็สัญญาว่าจะลดกฎระเบียบ พร้อมปั้นสหรัฐฯ ให้เป็น "เมืองหลวงคริปโตของโลก" แค่ไม่กี่วันหลังเข้ารับตำแหน่ง เขาก็อภัยโทษให้ รอสส์ อุลบริชต์ ผู้บุกเบิกอาชญากรรมไซเบอร์ที่ถูกจำคุก ผู้ก่อตั้งตลาดซื้อขายบน "darkweb" ที่เข้าไม่ถึงจากเบราว์เซอร์ทั่วไป

 

ทรัมป์ยังเปิดตัวเหรียญของตัวเองอย่าง $TRUMP ซึ่งเป็น "เหรียญมีม" ที่ทำกำไรให้เขาหลายพันล้านดอลลาร์ในทางทฤษฎี แต่หลังจากนั้นมูลค่าก็ร่วงลง นักลงทุนหลายรายเจ็บตัว เช่นเดียวกับเหรียญ $MELANIA ของสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง

 

และยังไม่หยุดแค่นั้น ทรัมป์กับลูกชาย ทั้งโดนัลด์ จูเนียร์ เอริก และบาร์รอน ยังเกี่ยวข้องกับ "World Liberty Financial" โปรเจกต์การเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) ที่ครอบครัวหนุนหลัง ซึ่งมีเป้าหมายเชื่อมโลกการเงินดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีบล็อกเชน และเสริมความแข็งแกร่งให้เงินดอลลาร์สหรัฐในโลกดิจิทัล

 

จุดที่เดโมแครตจ้องเป็นพิเศษ คือข้อตกลงที่มีรายงานว่าเกิดขึ้นเพียงสี่วันก่อนทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง สมาชิกราชวงศ์ผู้ปกครองอาบูดาบีในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซื้อหุ้น 49% ของ World Liberty Financial อย่างลับๆ ในราคาราว 500 ล้านดอลลาร์ โดยเกือบครึ่งตกเป็นของครอบครัวทรัมป์และสตีฟ วิทคอฟฟ์ เพื่อนสนิทที่ทรัมป์แต่งตั้งเป็นทูตพิเศษประจำตะวันออกกลาง

 

หลังจากนั้นไม่กี่เดือน รัฐบาลทรัมป์ก็อนุมัติขายอาวุธมูลค่า 1.4 พันล้านดอลลาร์ และชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขั้นสูง 35,000 ชิ้นให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทั้งที่มีข้อกังวลด้านความมั่นคงแห่งชาติ

 

ต่อมาในเดือนมิถุนายน เอกสารการเงินอย่างเป็นทางการของทรัมป์เผยว่า เขามีรายได้มากกว่า 2.2 พันล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว รวมถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์จากธุรกิจคริปโต เขายืนยันว่า "ไม่มีอะไรผิดกฎหมาย" แต่เดโมแครตก็ประกาศว่าจะไม่ปล่อยผ่าน

 

ยังมีกรณีที่กาตาร์บริจาคเครื่องบินโบอิ้ง 747-8 มูลค่า 400 ล้านดอลลาร์ ให้รัฐบาลทรัมป์ใช้เป็นเครื่องบินประจำตำแหน่งประธานาธิบดี ส่วนจาเร็ด คุชเนอร์ สามีของอิวังกา ลูกสาวทรัมป์ เดโมแครตเรียกร้องมาตั้งแต่ปี 2023 ให้ชี้แจงว่าจัดการอย่างไรกับปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน ระหว่างการเป็นที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศอย่างไม่เป็นทางการให้พ่อตา กับการเป็นผู้บริหารบริษัทไพรเวทอิควิตี้ (private equity) ที่ทำธุรกิจร่วมกับรัฐบาลต่างชาติ

 

แล้วคำถามที่สังคมอยากได้คำตอบที่สุดคืออะไร

 

เหตุใดบริษัทของคุชเนอร์ จึงได้รับเงินลงทุนถึง 2 พันล้านดอลลาร์ จากกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย ในเวลาไม่นานหลังทรัมป์พ้นตำแหน่งในปี 2021 และบริษัทด้านกลาโหมและเทคโนโลยีหลายแห่งที่โดนัลด์ จูเนียร์ และเอริก ทรัมป์ หนุนหลัง คว้าสัญญารัฐบาลกลางมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์มาได้อย่างไร

 

ทั้งหมดนี้ยังรอคำตอบ และเวลากำลังเดินสวนทางกับทรัมป์ เพราะเขาเหลืออีกเพียง 2 ปีในวาระ ในฐานะ "ประธานาธิบดีเป็ดง่อย" (lame-duck President) ช่วงเวลาที่เขาอาจต้องพักโครงการปรับปรุงทำเนียบขาวที่ตั้งตารอ แล้วหันไปหาทนายความแทน

 

ถึงตรงนี้ มีคำถามชวนคิดว่า การตรวจสอบอำนาจรัฐแบบนี้คือกลไกสำคัญที่ช่วยปกป้องประโยชน์ของประชาชน หรือจะกลายเป็นเกมการเมืองที่ต่างฝ่ายต่างใช้ห้ำหั่นกัน ถ้าความโปร่งใสทำให้ผู้นำทุกประเทศต้องระวังตัวมากขึ้น นั่นอาจเป็นข่าวดีของประชาชนทุกที่ รวมถึงบ้านเราด้วย

ข่าวล่าสุด