เนชั่นทีวี

ข่าว

“ดร.ธนภณ” แนะรัฐหนุน “ทุนวัฒนธรรมสร้างอาชีพ” ดีกว่าแจกเงิน!

05 พ.ย. 2569 | titayu_pur

“ดร.ธนภณ” แนะรัฐหนุน “ทุนวัฒนธรรมสร้างอาชีพ” ดีกว่าแจกเงิน!

กองทุน ววน. นำร่องยกระดับ 6 เมืองรอง ทั่วประเทศสู่ เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม เปลี่ยนทุนท้องถิ่นสร้างรายได้ยั่งยืน ดร.ธนภณ ชี้ภูมิปัญญาคืออาวุธแก้จนดีกว่าแจกเงิน

กองทุน ววน. นำร่องยกระดับ 6 เมืองรอง ทั่วประเทศสู่ เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม เปลี่ยนทุนท้องถิ่นสร้างรายได้ยั่งยืน ดร.ธนภณ ชี้ภูมิปัญญาคืออาวุธแก้จนดีกว่าแจกเงิน

KEY

POINTS

  • ดัน 6 เมืองรองสร้างเศรษฐกิจ: กองทุน ววน. ขับเคลื่อนงานวิจัยยกระดับ ลำพูน ลำปาง กาฬสินธุ์ พนัสนิคม พัทลุง และทุ่งสง เป็นเมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม
  • โชว์โมเดลทุ่งสงรายได้พุ่งล้าน: ประยุกต์ใช้สิงคโปร์โมเดลสร้าง "หลาดชุมทางทุ่งสง" ขยายรายได้จากหลักแสนสู่ระดับล้านบาทได้อย่างยั่งยืน
  • ชี้แก้จนได้ผลกว่าแจกเงิน: ย้ำภูมิปัญญาท้องถิ่นคืออาวุธลดความเหลื่อมล้ำ ช่วยลดการย้ายถิ่นฐาน และกระชับความสัมพันธ์ในสถาบันครอบครัว

5 พฤศจิกายน 2569 ววน. โดย ดร.ธนภณ วัฒนกุล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญ ขับเคลื่อนงานวิจัยยกระดับ 6 เมืองรอง นำร่องทั่วประเทศ เหตุการณ์นี้เป็นการเปลี่ยนทุนวัฒนธรรมเป็นรายได้ยั่งยืน เช่น Success Case จาก "หลาดชุมทางทุ่งสง" จ.นครศรีธรรมราช ที่สร้างรายได้พุ่งทะลุระดับล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ สร้างงานในชุมชนโดยใช้ ทุนวัฒนธรรม และ ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นอาวุธพึ่งพาตนเองที่ได้ผลยั่งยืนยิ่งกว่านโยบายแจกเงินของรัฐ

 

กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ยังคงขับเคลื่อนงานวิจัยเชิงนโยบาย นำร่องยกระดับ 6 เมืองรองทั่วประเทศไทย เปลี่ยนทุนวัฒนธรรมเป็นรายได้ที่ยั่งยืน พร้อมเผยความสำเร็จ “หลาดชุมทางทุ่งสง” จังหวัดนครศรีธรรมราช รายได้พุ่งแตะล้าน สร้างอาชีพจากภูมิปัญญาท้องถิ่นคืออาวุธสุดท้ายแก้จน โดยไม่ต้องพึ่งรัฐแจกเงิน

 

ดร.ธนภณ วัฒนกุล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญ (Promoting Committee: PC) โครงการวิจัยเรื่อง "การบริหารจัดการสื่อวัฒนธรรมชุมชนเพื่อยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์" เปิดเผยถึงที่มาของโครงการวิจัยเชิงนโยบาย โดยกองทุน ววน. ในการขับเคลื่อนนโยบายแผนมุ่งเป้าเพื่อยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม ว่า โครงการดังกล่าวตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเมืองรอง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยังมีรายได้ไม่สูงนัก และนักท่องเที่ยวน้อย แต่มีศักยภาพและทุนทางวัฒนธรรมสูงที่สามารถนำมาสร้างรายได้ในหลากหลายมิติ

ดร.ธนภณ วัฒนกุล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญ (Promoting Committee: PC) โครงการวิจัยเรื่อง "การบริหารจัดการสื่อวัฒนธรรมชุมชนเพื่อยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์"

 

โครงการได้คัดเลือกเมืองรองนำร่อง 6 แห่ง เพื่อปรับใช้กลยุทธ์ให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์พื้นที่ ได้แก่ ภาคเหนือ ปักหมุดที่ จ.ลำพูน และ จ.ลำปาง เมืองโบราณอายุกว่า 1,300 ปีที่มีทุนวัฒนธรรมนับพันปี, ภาคอีสาน ปักหมุดที่ จ.กาฬสินธุ์ เมืองยากจนติด 1 ใน 3 ของประเทศ ที่มีผ้าแพรวาอันทรงมูลค่า

 

ภาคกลาง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี มีอัตลักษณ์ย่านวัฒนธรรมเดิมที่เข้มแข็ง และภาคใต้ จ.พัทลุง เมืองต้นฉบับการแสดงมโนราห์และหนังตะลุง รวมถึง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เมืองชุมทางค้าขายที่ไม่มีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง แต่เป็นเมืองเจริญมีรายได้มาก จึงได้ประยุกต์ใช้ “สิงคโปร์โมเดล” สร้างให้เป็น Hub ด้านเศรษฐกิจวัฒนธรรม เพื่อบริหารจัดการวัฒนธรรมจาก 14 จังหวัดภาคใต้ จนเกิดเป็น “หลาดชุมทางทุ่งสง” ที่ขยายรายได้จากปีแรก 1.7 แสนบาท เพิ่มขึ้นสู่ระดับล้านบาทในปัจจุบัน

 

ดร.ธนภณ วัฒนกุล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญ (Promoting Committee: PC) โครงการวิจัยเรื่อง "การบริหารจัดการสื่อวัฒนธรรมชุมชนเพื่อยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์"

นอกจากนี้ โครงการยังเดินหน้าฟื้นฟูประเพณีและจัดงานเทศกาลเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว เช่น งานเทศกาลโคมแสนดวง จ.ลำพูน, เทศกาลเมืองล้านธุง จ.กาฬสินธุ์, เทศกาลเอ็งกอ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี และประเพณีเป-ตะ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช รวมทั้งผลิตสื่อละครสั้นแนวตั้งเรื่อง “โปงลางสะท้านธุง” เพื่อปลุกกระแสความภาคภูมิใจในท้องถิ่น ควบคู่กับการจัดอบรม 3 หลักสูตรสำคัญ ได้แก่ การสร้างผู้ประกอบการทางวัฒนธรรม นักจัดการทางวัฒนธรรม และยุววัฒนธรรม

 

ดร.ธนภณกล่าวต่อว่า งานที่มาจากทุนวัฒนธรรมสามารถสร้างรายได้ให้พื้นที่ ทำให้คนในชุมชนไม่ทิ้งถิ่นฐานของตัวเอง การโยกย้ายถิ่นฐานก็น้อยลง แต่ละครัวเรือนมีความรักใคร่สามัคคีกันมากขึ้น ลดปัญหาการทิ้งเด็ก ทิ้งผู้สูงอายุให้เป็นภาระทางสังคม

“เราสังเกตว่า โครงการที่เราทำไว้แต่ละพื้นที่ ส่งผลให้ตัวเลขเรื่องความขัดแย้ง ตัวเลขเรื่องการหย่าร้างลดลง ช่วยฟื้นฟูสุขภาพจิตและสังคมผู้สูงอายุ”

ดร.ธนภณกล่าวด้วยว่า อาชีพทางทุนวัฒนธรรมถือเป็นอาวุธสุดท้ายของคนจนในการเอาตัวรอด เพราะต้นทุนคือภูมิปัญญาที่มีอยู่ ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน แต่สามารถใช้เงินไม่มาก ค่อย ๆ สร้างเป็นรายได้ ยกระดับสู่อุตสาหกรรมและวัฒนธรรมครัวเรือนที่สร้างรายได้จากแรงงานในพื้นที่ เป็นพหุวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง สานสังคมร่วมปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตซึ่งกันและกัน

“ขอเสนอแนะให้ภาครัฐและท้องถิ่นเน้นการส่งเสริมนโยบาย และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนในเรื่องทุนวัฒนธรรม แทนการแจกเงิน ซึ่งจะช่วยให้ชาวบ้านสามารถพึ่งพาตนเองและร่วมสร้างเศรษฐกิจชาติได้อย่างมีศักดิ์ศรีและยั่งยืน” ดร.ธนภณกล่าวในที่สุด

 

ดร.ธนภณ วัฒนกุล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญ (Promoting Committee: PC) โครงการวิจัยเรื่อง "การบริหารจัดการสื่อวัฒนธรรมชุมชนเพื่อยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์"  

ข่าวล่าสุด