ส่วนประเด็นการลบประวัติอาชญากรรมตามมาตรา 8 วรรคท้าย รศ.ดร.ยุทธพร ชี้แจงว่า กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 ซึ่งระบุชัดว่าผู้ที่มีประวัติอาชญากรรมตามเงื่อนไข ให้ถือว่าประวัตินั้นสิ้นผลทันทีและนำมาใช้เป็นโทษไม่ได้ ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองทะเบียนประวัติอาชญากรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายทันทีโดยไม่จำเป็นต้องรอคำสั่งหรือคำวินิจฉัยจากคณะกรรมการฯ อีก ซึ่งฝ่ายเลขาฯ ได้เวียนแจ้งมติไปยังส่วนราชการต่างๆ เพื่อให้ถือปฏิบัติแล้วตั้งแต่นี้
เปิดกรอบเวลา 180 วัน หากยกคำร้องยังฟ้องศาลปกครองได้
สำหรับกรอบเวลาการทำงาน คณะกรรมการฯ มีระยะเวลาปฏิบัติหน้าที่ 180 วัน (สิ้นสุดวันที่ 20 มีนาคม 2570) แต่ตั้งเป้าจะเร่งรัดรับยื่นเรื่องภายในเดือนมกราคม 2570 เพื่อให้การพิจารณาแล้วเสร็จตามกำหนด แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ต่อเวลาได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 90 วันก็ตาม
ในส่วนหากในอนาคตคณะกรรมการชุดใหญ่มีมติ ยกคำร้องในกรณีใด รศ.ดร.ยุทธพร ระบุว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ ถือเป็น คำสั่งทางปกครองข้อความในกฎหมายที่ระบุว่า คำวินิจฉัยเป็นที่สุดหมายถึงเป็นที่สุดในชั้นฝ่ายปกครองเท่านั้น (ไม่สามารถอุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรีหรือผู้บังคับบัญชาได้) แต่ผู้ได้รับผลกระทบยังคงมีสิทธิตามกฎหมายที่จะนำเรื่องไปยื่นฟ้องต่อ ศาลปกครอง ได้ต่อไป
สำหรับการประชุมนัดถัดไป ยังไม่มีกำหนดการประชุมในนัดหน้า ซึ่งทางฝ่ายเลขาฯจะส่งหนังสือเเจ้งตามมาภายหลัง โดยคณะอนุกรรมการจะไม่มีใครทราบว่าวาระต่อไปจะพิจารณาในเคสใด