เนชั่นทีวี

ข่าว

เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เดิมพันคุมสภา 2 ปีสุดท้าย 'ทรัมป์' ไม่ง่าย!

02 พ.ย. 2569 | apirak_pra

เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เดิมพันคุมสภา 2 ปีสุดท้าย 'ทรัมป์' ไม่ง่าย!

ศึกเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ชี้ชะตา 2 ปีสุดท้ายของ 'ทรัมป์' ลุ้นเดโมแครตชิงเสียงข้างมากสภาผู้แทนฯ-วุฒิสภา จ่อใช้กลไกงบประมาณคุมเข้ม-เบรกกำแพงภาษี

ศึกเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ชี้ชะตา 2 ปีสุดท้ายของ 'ทรัมป์' ลุ้นเดโมแครตชิงเสียงข้างมากสภาผู้แทนฯ-วุฒิสภา จ่อใช้กลไกงบประมาณคุมเข้ม-เบรกกำแพงภาษี

KEY

POINTS

  • การเลือกตั้งกลางเทอมเป็นการชิงอำนาจควบคุมเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการบริหารประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์ในช่วง 2 ปีสุดท้ายของวาระ
  • หากพรรคเดโมแครตได้เสียงข้างมาก จะสามารถใช้กลไกของสภาฯ เช่น อำนาจควบคุมงบประมาณ การไต่สวน และการริเริ่มถอดถอน เพื่อสร้างอุปสรรคต่อนโยบายของทรัมป์
  • แม้ประธานาธิบดีจะมีอำนาจด้านนโยบายต่างประเทศ แต่สภาคองเกรสสามารถใช้อำนาจควบคุมงบประมาณ (Power of the Purse) เพื่อจำกัดหรือชะลอการดำเนินนโยบาย เช่น งบกลาโหม และมาตรการภาษี

การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาเปิดฉากขึ้นท่ามกลางการจับตามองของทั่วโลก ถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญในการช่วงชิงเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพและทิศทางการบริหารประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วง 2 ปีสุดท้ายของวาระการดำรงตำแหน่ง หากพรรคเดโมแครตสามารถพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาได้ จะทำให้การผลักดันนโยบายสำคัญต้องเผชิญกับอุปสรรคและแรงต้านครั้งใหญ่

 

การเลือกตั้งกลางเทอมจัดขึ้นในช่วงกึ่งกลางของวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี 4 ปี โดยครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ครบทั้ง 435 ที่นั่ง และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ประมาณหนึ่งในสาม หรือ 35 ที่นั่ง ซึ่งปัจจุบันพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรอยู่ที่ 218 ต่อ 214 ที่นั่ง ทำให้เดโมแครตต้องการที่นั่งเพิ่มขึ้นสุทธิอีก 4 ที่นั่ง เพื่อก้าวขึ้นมาเป็นฝ่ายครองเสียงข้างมาก ขณะที่ในวุฒิสภา รีพับลิกันครองเสียงอยู่ที่ 53 ต่อ 47 เสียง ส่งผลให้เดโมแครตต้องคว้าชัยเพิ่มอีก 4 ที่นั่งเพื่อชิงอำนาจคุมสภาสูง

 

รายงานระบุว่า มีชาวอเมริกันออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าผ่านทางไปรษณีย์ไปแล้วเกือบ 40 ล้านคน โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ประเมินว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิรวมมากกว่า 100 ล้านคน โดยปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนให้ประชาชนออกไปลงคะแนนเสียงคือ ปัญหาเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ นโยบายการตรวจคนเข้าเมือง และท่าทีต่อสงครามในตะวันออกกลาง

นักวิชาการชี้ คองเกรสกุมอำนาจเงิน-ถ่วงดุลฝ่ายบริหาร

นายเควิน เฉิน จากวิทยาลัยการต่างประเทศศึกษา เอส ราชารัตนัม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง ระบุว่า หากทรัมป์และรีพับลิกันสูญเสียอำนาจควบคุมสภาใดสภาหนึ่งหรือทั้งสองสภา จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อการผลักดันนโยบายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สอดคล้องกับความเห็นของ จง จาเอี้ยน อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ที่ชี้ว่า สภาคองเกรสมีกลไกสำคัญในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะ "อำนาจในการควบคุมและอนุมัติงบประมาณ" รวมถึงการเรียกเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารมาตอบข้อซักถาม และอำนาจของวุฒิสภาในการให้ความเห็นชอบแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งระดับสูง

 

ด้าน เอลวิน ลิม คณบดีวิทยาลัยบูรณาการศึกษา มหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ เน้นย้ำว่า สภาผู้แทนราษฎรมีบทบาทสำคัญเป็นพิเศษ 3 ด้าน ได้แก่

  1. การควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาล ซึ่งร่างกฎหมายการเงินทั้งหมดต้องเริ่มต้นจากสภาผู้แทนฯ
  2. อำนาจในการออกหมายเรียกและตั้งคณะกรรมาธิการไต่สวนตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล
  3. อำนาจในการริเริ่มกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดี (Impeachment)

จับตากำแพงภาษี-งบกลาโหม สะเทือนทิศทางนโยบายเอเชีย

แม้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะยังมีอำนาจบริหารกว้างขวางในด้านนโยบายต่างประเทศ การใช้กำลังทหาร และการออกคำสั่งฝ่ายบริหาร แต่สภาคองเกรสสามารถใช้ "อำนาจควบคุมกระเป๋าเงิน" (Power of the Purse) ในการตัดลดหรือชะลอการจัดสรรงบประมาณที่จำเป็นต่อการดำเนินนโยบายเหล่านั้นได้ เช่น กรณีสงครามอิหร่าน เดโมแครตอาจใช้การพิจารณางบประมาณกลาโหมเป็นเครื่องมือกดดันให้ยุติความขัดแย้ง

 

ส่วนมาตรการตั้งกำแพงภาษีศุลกากร แม้สภาที่นำโดยเดโมแครตจะตรวจสอบและคัดค้านอย่างหนักหน่วง แต่การยกเลิกมาตรการภาษีที่มีฐานทางกฎหมายรองรับก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากประธานาธิบดีมีอำนาจยับยั้ง (Veto) ร่างกฎหมาย ซึ่งการจะเอาชนะการยับยั้งได้ต้องใช้เสียงสนับสนุนถึง 2 ใน 3 ของทั้งสองสภา ทั้งนี้ ผลการเลือกตั้งจึงมีแนวโน้มที่จะสร้าง "ข้อจำกัด" ต่อการบริหารของทรัมป์มากกว่าการเปลี่ยนทิศทางนโยบายต่างประเทศโดยสิ้นเชิง

ข่าวล่าสุด