ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่า ในไตรมาส 3 ปี 2568 ประเทศไทยมีหนี้ครัวเรือนสูงถึง 16.31 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 86.8 ของ GDP รัฐบาลจึงควรมุ่งลดหนี้เดิม เพิ่มรายได้ และป้องกันการก่อหนี้ใหม่ที่ไม่จำเป็น
ชำแหละโซลาร์ภาคประชาชน รัฐกู้ 5 หมื่นล้าน ไม่แก้ต้นตอค่าไฟแพง
พ.ต.อ.ทวี ได้ชี้ให้เห็นในเรื่องแรก คือโครงการ Solar ภาคประชาชน ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ได้อนุมัติวงเงินกู้ 50,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุน 1 ล้านครัวเรือน ครัวเรือนละ 50,000 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้เป็นภาระทางการคลังที่รัฐต้องชำระคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย และหากระบบ Solar ขนาด 5 กิโลวัตต์มีราคาติดตั้ง 140,000 บาท ประชาชนจะต้องจ่ายเองหรือกู้เงินส่วนต่างอีก 90,000 บาทต่อครัวเรือน
นโยบายนี้จึงเกี่ยวข้องกับเงินกู้รวมสูงถึง 140,000 ล้านบาท (เงินกู้รัฐ 50,000 ล้านบาท และสินเชื่อครัวเรือนอีก 90,000 ล้านบาท) ตนสนับสนุนพลังงานสะอาด แต่รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเมื่อหักค่าผ่อน ดอกเบี้ย และค่าบำรุงรักษาแล้ว ประชาชนประหยัดค่าไฟฟ้าสุทธิได้จริงเท่าใด
นอกจากนี้ รัฐบาลต้องเร่งตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนค่าไฟฟ้าเดิม โดยเฉพาะค่าความพร้อมจ่าย (AP) ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของเอกชนรายใหญ่ รวมถึงภาระสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนผ่าน Adder และ FiT โดยพิจารณาเจรจาปรับสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเพื่อประโยชน์สาธารณะตามแนวคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2566 และ พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 มาตรา 65 เพื่อเปิดเผยต้นทุนและเจรจาลดต้นทุนส่วนเกิน ไม่ใช่ส่งเสริมให้ประชาชนกู้เงินเพิ่ม
หนี้ กยศ. สถานศึกษาได้เงิน แต่ผู้เรียนรับความเสี่ยง
เรื่องที่สอง คือ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า มีบัญชีอยู่ระหว่างชำระหนี้ 3,840,914 บัญชี ยอดหนี้รวม 518,625 ล้านบาท และมีบัญชีผิดนัดชำระ 2,686,394 บัญชี
โดยเฉพาะผู้กู้อายุ 35 ปีขึ้นไปที่ค้างชำระ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีจำนวนถึง 1,126,005 คน ยอดหนี้กว่า 146,651 ล้านบาท
ตาม พ.ร.บ.กยศ. มาตรา 43 เงินค่าเล่าเรียนจะจ่ายให้สถานศึกษา แต่ผู้กู้รับหน้าที่ชำระคืน ทำให้เมื่อผู้เรียนจบแล้วไม่มีงานทำ ความเสี่ยงตกอยู่กับผู้เรียนและครอบครัว ทั้งที่ พ.ร.บ.กยศ. มาตรา 19(9) และมาตรา 44 มีบทบัญญัติช่วยเหลือให้ผู้กู้มีงานทำและออกมาตรการช่วยเหลือด้านหนี้ได้ รัฐบาลจึงต้องเร่งปฏิรูประบบการศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบาย "เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ" มิใช่ปล่อยให้ความยากจนกลายเป็นหนี้ของคนรุ่นต่อไป
ย้ำการศึกษาและสาธารณูปโภคเป็น "หน้าที่ของรัฐ" ตามรัฐธรรมนูญ
พ.ต.อ.ทวี สรุปว่า ทั้งสองโครงการสะท้อนคำถามว่าใครได้ประโยชน์และใครรับความเสี่ยง โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 54 (การศึกษา) และ มาตรา 56 (สาธารณูปโภค) อยู่ในหมวด 5 ว่าด้วย “หน้าที่ของรัฐ” ซึ่งรัฐบาล “ต้อง” ดำเนินการ ไม่ใช่เพียงสิ่งที่รัฐ “พึง” กระทำ อีกทั้ง มาตรา 51 ยังรับรองสิทธิของประชาชนในการติดตามและเร่งรัดให้รัฐดำเนินการได้
"การแก้หนี้แบบเบ็ดเสร็จต้องวัดจากหนี้ที่ลดลง รายได้ที่เพิ่มขึ้น และรายจ่ายสุทธิที่ลดลงจริง มิใช่วัดจากจำนวนเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติ รัฐบาลต้องสร้างคน มิใช่สร้างหนี้จากการศึกษา รัฐบาลต้องลดค่าไฟฟ้า มิใช่เปลี่ยนค่าไฟฟ้าแพงให้กลายเป็นหนี้ธนาคาร" พ.ต.อ.ทวี กล่าวทิ้งท้าย