เนชั่นทีวี

ข่าว

"กรณ์" แฉ 4 ปม โซลาร์ประชาชน! จี้ทบทวนค้ำประกัน 5 หมื่น บีบ SMEs ถอนตัว-ส่อโดนหักหัวคิว

29 ต.ค. 2569 | thunchanok_kul

"กรณ์" แฉ 4 ปม โซลาร์ประชาชน! จี้ทบทวนค้ำประกัน 5 หมื่น บีบ SMEs ถอนตัว-ส่อโดนหักหัวคิว

“กรณ์” เปิด 4 ปม โครงการโซลาร์ประชาชน ชี้ เกณฑ์สูงส่ง แต่กีดกันผู้ประกอบการรายย่อย หวั่น SMEs ถูกหักหัวคิว จี้ รัฐทบทวนเงื่อนไข วางเงินค้ำประกัน 50,000 บาท มีแต่สร้างภาระให้รายย่อย

“กรณ์” เปิด 4 ปม โครงการโซลาร์ประชาชน ชี้ เกณฑ์สูงส่ง แต่กีดกันผู้ประกอบการรายย่อย หวั่น SMEs ถูกหักหัวคิว จี้ รัฐทบทวนเงื่อนไข วางเงินค้ำประกัน 50,000 บาท มีแต่สร้างภาระให้รายย่อย

KEY

POINTS

  • "กรณ์" ชี้ 4 ปมโซลาร์ประชาชน: แฉเงื่อนไขรัฐบาลบีบ SMEs กว่า 1,500 รายถอนตัว ส่อเอื้อทุนใหญ่รับงานไปหักหัวคิว
  • จี้ยกเลิกเงินค้ำ 5 หมื่น: ค้านแบงก์การันตี 50,000 บาท/หลัง และภาระรับประกัน 7 ปี พร้อมประกันภัยที่สร้างต้นทุนเพิ่ม 2 หมื่น
  • ชี้เป้า 1 ล้านหลังเกินจริง: ยันขาดแคลนช่างเชี่ยวชาญ ติดตั้งได้ไม่ทันเป้าหมาย จี้รัฐบาลปรับเกณฑ์กระจายงานให้รายย่อย

29 ตุลาคม 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรค กล่าวถึงเรื่องพลังงานที่เป็นเรื่องสำคัญ และเกี่ยวข้องกับคนไทยทุกคน โดยขอเริ่มต้นที่นโยบายโซลาร์ประชาชนของรัฐบาล ซึ่งเป็นนโยบายที่ใช้เงินกู้ พ.ร.ก. เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งหากเกิดขึ้นถือเป็นเรื่องที่ดี ช่วยในการเปลี่ยนผ่านพึ่งพาพลังงานไฟฟ้า ซึ่งอาศัยพลังงานฟอสซิลเป็นหลัก เปลี่ยนมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งเป็นของฟรีให้เกิดประโยชน์ ลดค่าครองชีพให้ประชาชน


นายกรณ์ กล่าวว่า พวกเรามีความกังวลในเรื่องรายละเอียดของโครงการนี้ เราอยากให้รัฐบาลทบทวนเงื่อนไขการเข้าถึงโครงการของผู้ประกอบการที่จะมีหน้าที่มาติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาของคนไทยทั้งประเทศ 

นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรค

เดิมทีโครงการนี้ผู้ประกอบการรายเล็กมีความคาดหวังสูงที่จะเป็นโอกาสเข้าถึงโครงการของรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือประชาชน ซึ่งขณะนี้มีอยู่ประมาณ 1,500 บริษัท ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ก่อนที่จะมีการประกาศรายละเอียด แต่หลายคนต้องตกใจ และเสียใจ ที่อาจต้องถอนตัวจากโครงการ เนื่องจากเงื่อนไขที่ประกาศออกมามีเงื่อนงำ ซึ่งมีผลทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยไม่สามารถเข้าถึงโครงการดังกล่าวได้ ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์มีข้อสังเกตอยู่ประมาณ 4 ข้อ พร้อมขอให้รัฐบาลทบทวน ดังนี้

  1. กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย ถูกกีดกันจากรัฐบาลผ่านเงื่อนไขของรัฐบาล ซึ่งถึงแม้โครงการจะเป็นระดับประเทศใช้เงินกู้ที่เป็นภาระของประชาชนคนไทยทุกคน ผู้ที่ควรได้รับประโยชน์จึงควรเป็นผู้ประกอบการที่จะอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ได้ด้วย ไม่ใช่เพียงแค่รายใหญ่ และสุดท้ายผู้ที่ได้รับโครงการก็จะไม่ใช่ผู้ติดตั้งโซลาร์ ผู้ติดตั้งก็จะไม่ใช่ผู้ที่เข้าถึงโครงการนี้ได้ และอาจถูกเก็บค่าหัวคิวส่งผลต่อผู้ประกอบการรายเล็กที่ต้องไปรับงานต่อจากผู้ประกอบการรายใหญ่ 
  2. ปัญหาการวางเงินมัดจำ หรือแบงค์การันตี ที่ต้องให้ผู้ประกอบการวางเงินไว้สูงถึง 50,000 บาท/หลังคาเรือน ถือเป็นภาระที่สูงเกินไปสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยทั่วไป การจะขอแบงค์การันตีจะต้องมีหลักประกันเงินสด หรือหลักประกันอื่น ๆ เป็นมูลค่าของจำนวนแบงค์การันตี เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว รวมถึงระยะเวลาที่จะรอเงินมัดจำนี้กลับคืนอีกหลายเดือน อาจ 3-6 เดือนหรือมากกว่านั้น และเป็นระยะเวลาที่ไม่สามารถทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้ามารับงานนี้ได้ 
  3. ภาระที่รัฐบาลได้กำหนดไว้ในการรับประกันงานในระยะเวลาถึง 7 ปี ซึ่งยาวนานกว่าระยะเวลาปกติในอุตสาหกรรมนี้ และวงเงินค้ำประกันที่ต้องจมอยู่กับโครงการนี้นานถึง 7 ปี ประกอบกับภาระหน้าที่เพิ่มเติมที่ไม่ใช่ภาระหน้าที่ปกติของผู้ติดตั้งคือการซื้อประกันอัคคีภัยให้กับบ้านเป็นระยะเวลา 7 ปี รวมแล้วเป็นการสร้างภาระให้กับผู้ประกอบการ ขั้นต่ำประมาณ 20,000 บาท/หลังคาเรือน และยังเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ผู้ประกอบการรายย่อยถูกกีดกัน และเข้าร่วมน้อยมาก
  4. เป้าหมายของโครงการที่รัฐบาลกำหนดไว้ที่ 1 ล้านครัวเรือน โอกาสที่จะเป็นไปได้ยากมาก เนื่องจากปีที่ผ่านมามีการติดตั้งโซลาร์อยู่ที่ 120,000 ครัวเรือน สาเหตุมาจากความต้องการ แต่สาเหตุสำคัญคือจำนวนแรงงาน หรือผู้เชี่ยวชาญยังมีจำกัด แม้ความต้องการพุ่งสูงถึง 500,000-1,000,000 ครัวเรือน เราก็ไม่ได้มีแรงงานที่เชี่ยวชาญเพียงพอที่จะติดตั้งได้ใน 1 ปี 


นายกรณ์ ยังย้ำว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ผู้ประกอบการรายย่อยทุกรายควรมีส่วนร่วม และเป็นโครงการที่ใช้เงินภาษีของพี่น้องประชาชน ดังนั้น ควรกระจายประโยชน์ และการมีส่วนร่วมออกไปในวงกว้างมากที่สุด ที่สำคัญรัฐบาลควรทบทวนเงื่อนไขที่อาจนำไปสู่ระบบที่มีหัวคิวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สุดท้ายแล้วผู้ประกอบการรายใหญ่ก็ต้องไปจ้างผู้ประกอบการรายย่อยที่เข้าไม่ถึงงานด้วยตนเอง และมีการกินหัวคิวลดรายได้ที่ควรจะเป็นรายได้ของผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเกณฑ์ของรัฐบาลที่ออกมาสูงส่งเพื่อคัดกรองผู้ประกอบการ แต่คนที่ผ่านเกณฑ์ก็ไม่ได้ติดตั้งอยู่ดี ระบบนี้มันไม่เป็นประโยชน์ต่อใคร มีแต่เอื้อผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่กี่ราย จึงขอให้มีการทบทวนโครงการนี้

ข่าวล่าสุด