กั๊กท่าทีพรรคกล้าธรรม ย้ำขอทำหน้าที่ในสภาก่อน
เมื่อถามถึงความชัดเจนของพรรคกล้าธรรม ภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจเสร็จสิ้นว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ เนื่องจากมีหลายกระแสข่าว ทั้งเรื่องการเข้าร่วมรัฐบาลและการยุบรวมกับพรรคภูมิใจไทย นายกรัฐมนตรี ระบุว่า เรื่องยังไม่เกิดขึ้น จะไปพูดก่อนได้อย่างไร เพราะยังไม่มีความหมายอะไร
เมื่อถามว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้จะเป็นตัวชี้วัดว่าพรรคกล้าธรรมจะได้เข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวเพียงว่า ขอให้ถามเรื่องงานดีกว่า วันนี้มีการอนุมัติเรื่องที่เป็นประโยชน์กับประชาชนหลายเรื่อง ส่วนกระแสข่าวเรื่องพรรคกล้าธรรมจะยุบมารวมกับพรรคภูมิใจไทยนั้น นายกรัฐมนตรี ทำเพียงแค่ยิ้มแต่ไม่ได้ตอบคำถาม
ส่วนกรณีที่สังคมมองว่ารัฐบาลมีความเข้มแข็งอยู่แล้ว จะมีการเติมความเข้มแข็งเพิ่มหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลทำงานอย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องการอภิปรายก็เป็นกระบวนการทางรัฐสภาและเป็นเรื่องของกระบวนการตรวจสอบ ซึ่งรัฐมนตรีทุกคนมีความพร้อมในการชี้แจงตอบข้อสงสัย รวมถึงชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่างๆ อยู่แล้ว ขณะที่เรื่องการทำงานของรัฐบาลก็ยังต้องทำอย่างเต็มที่ต่อไป
เมื่อถามว่า มีความมั่นใจในการชี้แจงในสภาของรัฐมนตรีทั้ง 18 คนใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยมีการลงมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 แต่ถ้าถามว่ามั่นใจในตัวเองหรือไม่ ในใจก็มั่นใจ แต่จะมาบอกว่ามั่นใจมากแบบนั้นพูดไม่ได้
เผยถูกซักฟอกทีไรลุ้นทุกที เสนอกรอบเวลา 27-30 ต.ค.
เมื่อถามต่อว่า มั่นใจว่าจะได้คะแนนเสียงมากกว่าเสียงของรัฐบาลที่มีอยู่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถ้าถามก็ต้องกลับไปดูประวัติศาสตร์ คนจะเป็นรัฐบาลได้ต้องมีเสียงข้างมาก มีแต่อนุทิน 1 ที่มีเสียงข้างน้อย แต่ตอนนั้นไม่ได้มีการอภิปราย แค่เกือบจะมีแต่ยุบสภาไปก่อน แต่พอมาเป็นอนุทิน 2 เสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรวันนี้มีเกือบ 300 เสียง ผู้สื่อข่าวก็ลองไปคำนวณเอา
ส่วนหากการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ได้เสียงสนับสนุนมากกว่า 300 เสียง จะมีผลต่อการดึงพรรคกล้าธรรมมาร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การลงมติทุกอย่างถือเป็นเอกสิทธิ์ และหากพรรคกล้าธรรมโหวตให้จะมีผลต่อการตัดสินใจหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า "เอาไว้ให้เกิดขึ้นก่อน รอไม่นาน"
โดย นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะไปหารือกับทางวิปสภา ว่าช่วงที่รัฐมนตรีทุกคนปลอดภารกิจและฟังการอภิปรายได้อย่างเต็มที่ คือช่วงวันที่ 27-29 ตุลาคม และวันที่ 30 ตุลาคม เป็นวันลงมติโหวต นี่คือข้อเสนอของรัฐบาล ทั้งนี้ สัปดาห์ที่ผ่านมาที่รัฐบาลบอกว่าจะเสนอแบบนี้ ถูกประธานสภาผู้แทนราษฎรดุมาว่าไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล แต่ต้องเป็นการหารือของวิปสามฝ่ายรวมถึงประธานสภาด้วย จึงต้องขออภัยที่รัฐบาลอาจใช้คำพูดผิดว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องการ โดยไม่ได้พูดคำว่าเราเสนอ
เมื่อถามว่า มองข้ามช็อตไปถึงหลังซักฟอกว่ารัฐบาลจะมีเสียงเพิ่มขึ้นหรือไม่ นายอนุทิน ถึงกับร้อง “หึ๊ย” พร้อมกล่าวว่า ต้องทำทีละขั้นตอน ตอนนี้ยังไม่ได้ซักฟอกเลย และเมื่อซักฟอกเสร็จก็ต้องชี้แจง จากนั้นจึงลงมติ กว่าจะรู้ว่าเสียงเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ต้องรอตรงนั้นก่อน แล้วค่อยมาถาม ยืนยันไม่ได้ปฏิเสธหรือปิดประตูตายพรรคกล้าธรรม เพราะตนเองก็ไม่รู้ว่าใครจะได้กี่คะแนน สมัยที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ต้องนั่งลุ้นทุกทีว่าจะได้คะแนนเท่าไหร่ ลุ้นแม้กระทั่งว่าจะผ่านหรือไม่ ไม่มีอะไรบอกได้ว่าผ่านชัวร์ๆ แม้จะมีเสียงข้างมาก แต่เราไม่ได้บริหารประเทศแบบนี้ เราต้องมั่นใจในข้อมูลที่ตอบข้อซักถามและข้อกล่าวหา ซึ่งรัฐมนตรีอีก 17 คนก็ต้องตอบเช่นกัน
ส่วนเรื่องการปรับ ครม. หลังอภิปรายนั้น นายกรัฐมนตรี ระบุว่า "โอ๊ย อย่าเพิ่งถาม"
แจงภาพร่วมโต๊ะ “ธรรมนัส” ย้ำมิตรภาพดี แต่การเมืองคือการเมือง
ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณีมีภาพไปรับประทานอาหารกับ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ว่าได้มีการพูดคุยอะไรกันบ้าง นายกรัฐมนตรี หัวเราะ พร้อมถามกลับว่า “ต้องบอกด้วยเหรอ คนเป็นเพื่อนกัน”
เมื่อถามต่อถึงกระแสข่าวจะมาร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน กล่าวว่า “ก็คือกระแสไง เชื่อว่า แล้วทำไมไม่คิดว่าตนกับร้อยเอกธรรมนัสคบกันมาตั้งแต่เป็นผู้กองจริงๆ เลย เทียบรุ่นนักเรียนนายร้อยรุ่นที่ 25 แต่ก่อนก็เที่ยวเตร่เฮฮา พึ่งพากันมาตลอด มีการพบปะกันมาอย่างสม่ำเสมอ ส่วนเรื่องการเมืองก็เป็นเรื่องการเมือง ถ้าจะบอกว่ามิตรภาพอย่างเดียวทำทุกอย่างได้ แล้วทำไมวันนี้ท่านไม่ได้อยู่ในรัฐบาลล่ะ เพราะฉะนั้นทุกอย่างก็ต้องแยก เรื่องประเทศชาติบ้านเมืองก็เป็นเรื่องประเทศชาติบ้านเมือง ส่วนเรื่องมิตรภาพก็ยังดีที่ผมกับท่านธรรมนัสดำรงมิตรภาพที่ดีต่อกันได้” พร้อมย้ำอีกครั้งว่า “เรื่องการเมืองก็เป็นเรื่องการเมือง”
เมื่อถามถึงความชัดเจนเรื่องการแบ่งกระทรวงริมน้ำให้พรรคกล้าธรรม นายกรัฐมนตรีถามกลับว่า “กระทรวงริมน้ำคืออะไร” ผู้สื่อข่าวจึงตอบว่ากระทรวงพาณิชย์ และถามย้ำถึงการจับตาบทบาทของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ด้วย นายกรัฐมนตรีจึงหัวเราะเสียงดัง พร้อมบอกว่า “อย่าสมมติ ขอให้รอ”
ส่วนหากพรรคกล้าธรรมมาร่วมรัฐบาล จะเป็นการเกลี่ยโควตาของพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคเพื่อไทย นายกรัฐมนตรี ย้ำทิ้งท้ายว่า “อย่าสมมติอะไรไม่ได้ทั้งนั้น วันนี้ยังไม่อภิปรายเลย ยังไม่ลงคะแนนเลย รัฐบาลทำงานให้กับประชาชนอย่างเต็มที่ ไม่ว่าใครจะอยู่ ใครจะไป ใครจะมา ใครจะเปลี่ยน รัฐบาลต้องทำงานให้กับประเทศอย่างเต็มที่ ตรงนี้จะไม่เสีย”