สำหรับมาตรการกลุ่มที่ 2 เป็นการฟื้นฟูผู้ประสบภัย โดยธนาคารออมสินเตรียมวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ Soft Loan จำนวน 30,000 ล้านบาท ให้ธนาคารพาณิชย์นำไปปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ประสบภัยที่ไม่ได้เป็นลูกค้าธนาคารรัฐ วงเงินกู้รายละไม่เกิน 30 ล้านบาท โดยคิดอัตราดอกเบี้ยในช่วง 2 ปีแรกไม่เกินร้อยละ 3.5 และปีที่ 3 ถึงปีที่ 5 ประมาณไม่เกินร้อยละ 5 ขึ้นอยู่กับประวัติและความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ ทั้งนี้ ธนาคารออมสินจะคิดดอกเบี้ยจากธนาคารพาณิชย์ในอัตราร้อยละ 0.01
ส่วนมาตรการกลุ่มที่ 3 เป็นมาตรการทางภาษี โดยกรมสรรพากรเตรียมยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องมือและเครื่องจักรที่นำเข้ามาซ่อมแซมเครื่องจักรของผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหาย ตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่กำหนดจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการให้หักค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบ้านได้ไม่เกิน 100,000 บาท และซ่อมแซมรถยนต์ได้ไม่เกิน 30,000 บาท รวมถึงขยายเวลายื่นแบบและชำระภาษีหลายประเภท ทั้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และภาษีธุรกิจเฉพาะ ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569
ขณะที่กรมสรรพสามิตจะขยายเวลายื่นและชำระภาษี รวมถึงการต่อใบอนุญาตต่าง ๆ ตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยขยายเวลาไปจนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569 เพื่อบรรเทาภาระให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ
นายลวรณกล่าวว่า มาตรการครั้งนี้มีจุดเด่น 3 ประการ ได้แก่ การเร่งออกมาตรการช่วยเหลือให้รวดเร็วกว่าที่ผ่านมา การพักชำระหนี้พร้อมกันของธนาคารรัฐทั้ง 7 แห่ง และการจัดสินเชื่อฟื้นฟูที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ โดยบางมาตรการเริ่มต้นที่ร้อยละ 0 เพื่อช่วยลดภาระทางการเงินของผู้ประสบภัย และสนับสนุนให้ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการสามารถซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ฟื้นฟูธุรกิจ และกลับมาประกอบอาชีพได้โดยเร็ว