นายพริษฐ์ ยังย้ำว่า หลักฐานที่โยงถึงพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้มีเพียงคำให้การของนายเอกราช แต่ยังมีหลักฐานการโทรศัพท์ นอกเหนือจากนางสาวรัตนา ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่พรรค ที่ทำงานกับพรรค หรือผู้มีบารมีของพรรคก่อนการก่อตั้งพรรค ที่มีการติดต่อกับผู้สมัคร สว.หลายครั้ง และ กกต.ก็ไม่สามารถชี้แจงได้ว่า เกี่ยวข้องกับการเลือก สว.หรือไม่ จึงยิ่งเพิ่มข้อสงสัยถึงการประสานงานการเลือก สว. และนอกจากประวัติการโทรคุยของนางสาวรัตนาแล้ว ยังมีประวัติการโทรของนายภราดร ที่ติดต่อกับ สว.ที่ถูก กกต.สั่งฟ้องด้วย ดังนั้น หาก กกต.ไม่ตอบ นายภราดร สามารถตอบได้หรือไม่ว่า ติดต่อกันเรื่องอะไร หรือประวัติการโทรในปีก่อนหน้านั้น ถี่เท่าปี 2567 ช่วงการเลือก สว.หรือไม่
ส่วนกรณีที่นายภราดร พยายามปกป้องเหตุผลการตั้งคณะอนุกรรรมการไต่สวนชุดที่ 36 ของ กกต.เหมือนการตั้งอนุกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 นั้น นายพริษฐ์ ยืนยันว่า เหตุผลต่างกัน เพราะการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 นั้น เพราะเป็นชุดพิเศษ ที่มีบุคลากรจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ที่มาร่วมงานกับ กกต.ด้วย แต่สำหรับอนุฯ ชุดที่ 36 ไม่ได้มีเหตุผลลักษณะดังกล่าว แต่ กกต.กลับอ้างว่า คดีซับซ้อน หากนำสำนวนไปให้อนุฯ ที่มีพิจารณา จะเป็นการเพิ่มภาระงาน ดังนั้น หาก กกต.ต้องการจะให้ฝ่ายค้านเชื่อ ก็ขอให้ กกต.ส่งหลักฐานมาภารกิจงานของกรรมการ 7 คนในอนุฯ ชุดที่ 36 มา แต่ กกต.ก็ไม่ได้ส่งมาให้ แต่ฝ่ายค้าน ก็ไปเสาะหามาจนพบว่า มีกรรมการ 4 คน จาก 7 คน ที่นั่งอยู่ใน 35 อนุฯ อยู่แล้ว ดังนั้น การตั้งอนุใหม่ เพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มภาระงานนั้น ไม่เป็นความจริง และ 3 คนที่เหลือ นั้น ก็เป็นว่าที่อธิบดี DSI และอดีตเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ถูกพ้นจากตำแหน่งทางราชการ และประธานบอร์ดท่าเรือ ที่ได้รับแต่งตั้งจากรัฐมนตรีคนหนึ่ง
นายพริษฐ์ ยังตั้งข้อสงสัยต่อไทม์ไลน์การตั้งอนุฯ ชุดที่ 36 ในเดือนกันยายน 2568 ว่า มีประชุมนัดแรก ในเดือนพฤศจิกายน 2568 เหตุใดจึงต้องรอถึง 2 เดือนจึงจะมีการทำงานร่วมกัน ซึ่งบังเอิญหรือไม่ว่า ในเดือนตุลาคม 2568 เป็นเดือนที่นายเอกราช ช่างเหลา อดีต สส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย และพยานอีก 2 คน กลับคำให้การ และเป็นไปได้หรือไม่ว่า อนุฯ ชุดที่ 36 ตั้งขึ้นมาแล้ว แต่รอให้กระบวนการกลับคำให้การก่อน เพื่อนำมาเป็นเหตุผลในการดำเนินการไม่ให้ไปถึงแกนนำพรรคภูมิใจไทย
นายพริษฐ์ ยังย้ำว่า แม้มติ กกต.จะเกิดขึ้นไปแล้ว แต่ปัญหานี้จะไม่จบ ทั้ง กกต.ที่ฝ่ายค้าน จะจับตา และตรวจสอบอย่างใกล้ชิดว่า สำนวนของ กกต.ที่จะส่งให้ศาลฎีกา จะเป็นสำนวนที่ไม่ได้จงใจทำให้อ่อนหรือไม่ และการฟ้องร้องมาตรา 157 ตามประมวลกฎหมายอาญา รวมถึงความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ในมาตรา 69 ด้วย ซึ่งง่ายกว่าความผิด มาตรา 157 และยังเอาผิดถึงอนุกรรมการได้ด้วย ดังนั้น อนุชุดที่ 36 ก็จะไม่จบเช่นกัน รวมถึงกลุ่มผู้ถูกกล่าวหา ก็จะไม่จบเช่นเดียวกัน ทั้งในเชิงกฎหมาย และเชิงการเมือง
ในเชิงกฎหมาย ผู้ไม่ถูกสั่งฟ้องก็อย่าเพิ่งชะล่าใจ เพราะการไต่สวนในชั้นศาลฎีกา หากปรากฏหลักฐานที่เชื่อมโยง กกต.ก็มีหน้าที่สอบสวนต่อ และสั่งฟ้อง ส่วนผู้ที่ไม่ได้ถูกสั่งฟ้องนั้น ภายในเดือนนี้ พรรคร่วมฝ่ายค้าน ก็จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งฝ่ายค้าน ก็ระบุชัดเจนว่า เรื่องนี้ อยู่ในเนื้อหาการอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่นอน แต่ตนก็ได้ยินมาว่า มีความพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้เรื่องดังกล่าวอภิปรายได้ ในอดีตมักจะอ้างว่า เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดในรัฐบาล ซึ่งเหตุผลนี้ถูกหักล้างได้ เพราะสามารถอภิปรายรัฐมนตรีหลายคนก่อนเข้ารับตำแหน่งได้ แต่เหตุผลใหม่ ที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อ้างไม่สามารถอภิปรายได้ เพราะ กกต.ไม่สั่งฟ้อง รัฐมนตรีจึงไม่มีความผิดนั้น นายศุภชัย จะมองอย่างนั้นก็ได้ แต่ในมุมกลับ เหตุผลที่รัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยไม่ผิด ไม่ใช่ทำผิด แต่ มติ กกต.ถือเป็นใบเสร็จ ที่อาจจะมีกลุ่มการเมือง แทรกแซงองค์กรอิสระ และไม่ได้พบเฉพาะมติ กกต. แต่ยังพบในมติ ป.ป.ช.ที่ยกคำร้องคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ดังนั้น เหตุผลเดียวที่นายกรัฐมนตรี และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ที่ไม่ต้องไปศาลฎีกา ก็เพราะ กกต. 4 คน ที่มาจาก สว.สีน้ำเงิน จงใจใช้ดุลยพินิจที่เป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหา ที่มีพระคุณต่อ กกต. ดังนั้น แม้มติ กกต.จะน่าผิดหวัง แต่ตนเชื่อว่า เรื่องนี้ ไม่จบแน่