“ภาครัฐควรที่จะต้องอำนวยความสะดวก ทำให้พวกเขาได้เข้าสู่สถานศึกษาแล้วก็ร่ำเรียน เพื่อมาพัฒนาประเทศในอนาคต แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเขาจะต้องมากังวลอยู่กับเรื่องแบบนี้ เพราะความไม่แน่นอนของ กยศ.” น.ส.รักชนก กล่าวว่า
น.ส.รักชนก ตั้งข้อสังเกตถึงการกำหนดเกณฑ์สาขาวิชาที่รัฐส่งเสริมเพิ่มเติมในปี 2569 โดยเห็นด้วยกับการวางเป้าหมายให้การศึกษาเชื่อมโยงกับตลาดแรงงาน แต่ขอให้รัฐบาลคำนึงถึงนักศึกษาที่กู้เงินอยู่เดิม โดยเฉพาะผู้ที่เรียนอยู่ชั้นปีที่ 3-4 ซึ่งเคยได้รับความมั่นใจว่าจะสามารถกู้ต่อเนื่องได้
“ถ้าท่านเปลี่ยนหลักเกณฑ์อะไร มันควรจะใช้เฉพาะคนที่เริ่มต้น ไม่ใช่ไปบังคับใช้กับคนที่เขาอยู่ในระบบการศึกษาไปแล้ว” น.ส.รักชนก ระบุ
น.ส.รักชนก กล่าว เสนอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้ กยศ. อย่างเพียงพอ เพื่อให้กองทุนสามารถรับประกันการให้กู้กับนักศึกษาได้ หากรัฐบาลทราบล่วงหน้าว่ากองทุนจะมีเงินไม่เพียงพอ ก็ควรเข้ามาเติมงบประมาณบางส่วนเพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำทุกปี จากตัวเลขประมาณการของ กยศ. ในปี 2570 กองทุนอาจขาดเงินประมาณ 7,000 ล้านบาท ซึ่งอาจส่งผลต่อจำนวนนักศึกษาที่ได้รับเงินกู้ และทำให้เกิดปัญหามหาวิทยาลัยเรียกเก็บเงินจากนักศึกษาเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในปีนี้
“ตัวเลข 7,000 ล้าน พอเราพูดคุยกันในสภา เราอาจจะมองเป็นตัวเลขที่มันเป็นมูลค่าทางการเงิน แต่ถ้าท่านไปหารเป็นรายหัว ดิฉันเห็นเป็นหน้าตาของน้องๆ ปี 1 ปี 2 ปี 3 ที่กำลังรอเงิน” น.ส.รักชนก เผย
น.ส.รักชนก ยังตั้งคำถามต่อการจัดสรรงบประมาณปี 2570 หลังคณะกรรมาธิการงบประมาณตัดงบประมาณได้ 11,000 ล้านบาท แต่ไม่ได้จัดสรรเพิ่มเติมให้ กยศ. แม้กองทุนจะมีปัญหาขาดแคลนเงินสำหรับการให้กู้
“ทำไมท่านถึงใจดำ ทำไมท่านถึงใจร้าย ไม่แปลให้ กยศ. เลยแม้แต่บาทเดียว” น.ส.รักชนก กล่าว
รักชนก ตั้งข้อสังเกตว่า หากรัฐบาลประเมินแล้วว่าปัญหาจะเกิดขึ้นในปีหน้า เหตุใดจึงไม่จัดสรรงบประมาณบางส่วนเพื่อป้องกันปัญหา พร้อมเรียกร้องให้รัฐมนตรีที่รับผิดชอบเรื่อง กยศ. เข้ามาชี้แจงและหารือกับกรรมาธิการติดตามงบประมาณโดยตรง
“ถ้าบริหารเงินผิดพลาด ออกนโยบายมาผิดพลาด เราอย่าไปว่าข้าราชการในกองทุน กยศ. เราต้องว่าฝ่ายการเมือง คนออกนโยบาย” น.ส.รักชนก เผย
"ภราดร" แจงเพิ่มงบเป็น 9,000 ล้านบาท เกณฑ์ใหม่ไม่กระทบเด็กเก่าในระบบ
ด้าน นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า งบประมาณ กยศ. ปี 2570 เพิ่มจาก 5,000 ล้านบาทในปี 2569 เป็น 9,000 ล้านบาท พร้อมระบุว่ารัฐบาลมอง กยศ. เป็นกองทุนหมุนเวียนที่ควรบริหารจัดการการชำระหนี้ให้มีประสิทธิภาพ
นายภราดร ระบุด้วยว่า จากข้อมูลที่ได้รับ มีผู้กู้ในระบบชำระหนี้ประมาณ 1 ล้านคน จากทั้งหมด 3.6 ล้านคน ขณะที่ประมาณ 2.6 ล้านคนผิดนัดชำระ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลไม่ควรติดตามหนี้กับผู้ที่ไม่มีความสามารถในการชำระ แต่ควรหาวิธีเรียกเก็บจากผู้ที่มีรายได้และมีกำลังชำระหนี้
สำหรับกรณีการเปลี่ยนเกณฑ์การกู้ นายภราดร ยืนยันว่าเกณฑ์สาขาวิชาที่รัฐส่งเสริมจะใช้กับผู้กู้รายใหม่ และไม่กระทบผู้ที่อยู่ในระบบเดิม
น.ส.รักชนก จึงย้ำว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงที่การบริหารหนี้ของ กยศ. แต่คือการทำให้เด็กที่ต้องพึ่งพากองทุนได้รับความมั่นใจว่า เมื่อเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้วจะสามารถเรียนต่อได้โดยไม่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนเรื่องเงินกู้ซ้ำทุกปี