"ดิฉันคิดว่าหลังๆมานี้พวกท่านเล่นหลายบท รับหลายหน้าเหลือเกิน ไม่รู้ว่าอันไหนจริงไม่จริงแล้ว แล้ว อยู่ดีๆก็แกล้งโง่สะอย่างนั้น ดิฉันเชื่อว่าท่านรู้ดีว่าพี่น้องประชาชนเขาไม่ได้ชม ว่าท่านฉลาดแต่มันกลายเป็นอย่างอื่นที่คิดกระบวนการเหล่านนี้ขึ้น" นางสาวภคมน กล่าว
นางสาวภคมน กล่าวต่อว่า จากมติ กกต. เกิดคำถามว่า กกต. มีอำนาจและทางเลือก ที่จะส่งสำนวนทั้งหมดให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาดแต่ทำไม เลือกที่จะส่งแค่ 77 คน ทราบดีว่าบทบาทของ กกต. ในลักษณะนี้ ไม่ใช่เป็นผู้ชี้ขาดความผิดเสียเองกกต. สามารถส่งสำนวนทั้งหมดที่มีพยานหลักฐานเบื้องต้นเข้าสู่กระบวนการศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง แล้วปล่อยให้ขบวนการทำงานไป
“ท่านมีทางเลือกที่ง่ายและสง่างามมากกว่านี้ แต่กลับเลือกท่ายาก เลือกใช้ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตเพื่อบันทึกการทำงานของท่าน ว่าท่านไม่ได้ทำงานเพื่อประเทศชาติ แต่ทำงานเพื่อตอบแทนคนที่แต่งตั้งท่านมาเท่านั้น ตลอดชีวิตของพวกท่านร่ำเรียนกันมาเพื่อให้ได้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้ได้เป็นผู้ที่มีสถานะสังคม แต่สุดท้ายท่านเอาสิ่งที่ท่านสร้างกันมาตลอดทั้งชีวิตมาทิ้งไว้ตรงนี้ ธงที่ท่านลากยาวกันมา สภาวุ่นวายกันมาเกือบสองอาทิตย์ท่านมีธงอยู่แล้ว เพื่อยื้อและหาทางลงให้ผู้บริหารพรรคภูมิใจไทยที่เกี่ยวข้องรอดพ้นก็เท่านั้นเอง” นางสาวภคมน กล่าว
นางสาวภคมน กล่าวต่อว่า กกต. กำลังเป็นตรายาง ประทับให้ระบอบสีน้ำเงิน และประกาศว่าตนเองเลือกใคร อยู่ฝั่งไหน การกระทำเช่นนี้ ประชาชนหมดความเชื่อมั่นในองค์กรอิสระ เพราะประชาชนรู้ดีว่ากกต.ชุดนี้ บางส่วนโดยเฉพาะประธานกกต. ผ่านกระบวนการคัดเลือกมาจากวุฒิสภาชุดนี้ แล้วกระบวนการตัดสินจะศักดิ์สิทธิ์ตรงไหน
ระหว่างนั้น นายฤทธิรงค์ ภูมิสวัสดิ์ สส.มหาสารคาม พรรคภูมิใจไทย ได้ลุกขึ้นประท้วงให้ประธานควบคุมการประชุมไม่ให้พาดพิงถึงบุคคลภายนอก จากนั้นนางสาวภคมน ได้ใช้สิทธิ์พาดพิง ว่า เอาใจไม่ถูก พยายามเลี่ยงไม่เอ่ยชื่อพรรคการเมือง ไม่พูดถึงคนนอกก็ยังประท้วงอีก แล้วการกระทำที่ประชาชนกังขากันขนาดนี้จะให้คุยกันด้วยภาษาดอกไม้เกินไป เป็นไปไม่ได้ ใจอย่าบางเกินไป รับฟังกันให้ได้
นางสาวภคมน อภิปรายต่อว่า ตนไม่ได้เรียกร้องให้ กกต. ทั้งหลายนึกถึงหลักการหรืออนาคตของประเทศ เพราะพฤติกรรมชัดเจนว่าไม่ได้ทำเพื่อส่วนรวม แต่อย่างน้อยนึกถึงอนาคตของตัวเอง เพราะการกระทำเช่นนี้ กกต.อาจจะถูกฟ้องในความผิดมาตรา 157 ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ได้ และในอดีต กกต.ก็เคยติดคุกมาแล้วในความผิดนี้
"นี่เป็นการสะท้อนให้เห็นอีกครั้ง ว่าปัญหาความรุนแรง ในประเทศไทยมันฝังตัวอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หากที่มาขององค์กรอิสระ เชื่อมกับผู้มีบุญคุณ ทำหน้าที่ตรวจสอบคนที่คัดเลือกมา แล้วมันจะศักดิ์สิทธิ์อะไร วันนี้ปัญหาสังคมบริบทบ้านเมืองมีปัญหาหนักมากพออยู่แล้ว แต่ กกต.ยังเดินหน้า เย้ยหยันสังคม ดูถูกความรู้สึกของประชาชน เราพูดกันในฐานะ คนที่เข้าใจสัจธรรมบนโลกใบนี้ สังขารมันไม่เที่ยง ท่านที่นั่งอยู่ตรงนี้อายุก็ไม่น้อยแล้ว อาจจะพบเจอกับอุปสรรคทางสุขภาพ หากท่านเจ็บป่วยไข้อะไร ขอให้ท่านอดทนกัดฟันเอาไว้ แม้จะทรมานสักนิดอยู่รอให้เห็นการล่มสลายของระบอบที่ท่านสร้างมา" นางสาวภคมน กล่าว