นายวีระยุทธ ยังกล่าวถึงปัญหาภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งมีการเรียกร้องมาหลายปีแล้ว รัฐบาลเพิ่งจะมาตื่นเต้น เมื่อมีข่าวว่าบริษัทใหญ่อย่างโตโยต้าถูกประเทศอินโดนีเซียแย่งฐานการผลิต และลงทุน จึงจะมีการออกนโยบายใหม่ แต่เน้นไปที่มาตรการทางภาษี โดยเฉพาะภาษีสรรพสามิตรถอีวีนำเข้า เรื่องนี้ต้องตั้งหลักให้ดีว่าเป้าหมายจริงๆ ต้องการรักษาวัตถุดิบ การใช้วัตถุดิบในประเทศ ชิ้นส่วนในประเทศ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับซัพพลายเชนของเรา การขึ้นภาษีสรรพสามิตเป็นเพียงมาตรการทางอ้อมเท่านั้น ถ้าจะให้ช่วยรักษาวัตถุดิบในประเทศจริงจะต้องจัดงบประมาณ เคพีไอ และมาตรการที่ตรงจุด
ซึ่งเรื่องนี้ตนขอเสนอ 4 ข้อ 1. ค่ายรถอีวีโดยเฉพาะจากจีนได้รับเงินอุดหนุนไปแล้ว 2 หมื่นกว่าล้านบาท ตอนนี้จะมีการผลิตชดเชย ซึ่งมีเงื่อนไขการใช้วัตถุดิบในประเทศไทย รัฐบาลและบอร์ดอีวีค่อนข้างปล่อยผ่านทำให้วิธีคิดเรื่องนี้ ละหลวม และเกิดการใช้ชิ้นส่วนในประเทศได้จริง ดังนั้นจึงต้องตรวจเข้มวิธีการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศในส่วนของอีวีจีนที่กำลังผลิตชดเชยอยู่
2. ต้องปรับตัวให้เหมาะกับอนาคต ต้องกระตุ้นให้เกิดการลงทุน เช่น การตั้งศูนย์ R&D (Research and Development) แม้แต่การร่วมกันพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับยานยนต์สมัยใหม่ 3. อย่าลืมเรื่องแรงงาน อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังทิ้งขว้างแรงงาน 4-5 แสนคน ถ้าจะให้อุตสาหกรรมนี้ไปต่อได้ มาตรการสรรพสามิตอย่างเดียวไปต่อไม่ได้ ต้องมีเงิน มีงบ และเคพีไอลงไปช่วยพัฒนาทักษะแรงงานไทย จากสันดาป ไปต่อไฮบริด และไปต่ออีวีได้ และ 4. การสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเอสเอ็มอี ปัจจุบันค่ายรถยนต์ไม่ได้ช่วยลงทุนในเรื่องเทียร์ 3 เทียร์ 4 บริษัทเอสเอ็มอีของไทยที่อยู่ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์จะต้องมีการเปลี่ยนผ่านเครื่องจักรการผลิตครั้งใหญ่ เพราะการส่งออกโดนกีดกันด้วยสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งเอสเอ็มอีของไทยในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไม่เพียงพอ ไม่สามารถทำได้ ดังนั้น ถ้าจะแก้เรื่องยานยนต์ต้องกลับมาตั้งหลักให้ดีอย่าเต้นตามจังหวะ แค่มาตรการภาษีสรรพสามิตอย่างเดียวไม่เพียงพอแต่ต้องมีมาตรการพุ่งเป้ามากขึ้นใน 4 ข้อที่เสนอ
ผู้สื่อข่าวถามว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส มีแนวคิดที่จะโยกงบประมาณแก้วิกฤตพลังงานมาใช้ มองว่าจะผิดวัตถุประสงค์ทางกฎหมายหรือไม่ นายวีระยุทธ กล่าวว่า ถ้าไปอ่านใน พ.ร.ก.กู้เงิน เปิดช่องนี้ไว้ตั้งแต่ต้นเหมือนกับมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าว่าจะสามารถโยกงบไปมาระหว่าง 2 ก้อน ระหว่าง 2 แสนล้านหลังกับ 2 แสนล้านแรกได้ ดังนั้นตามกฎหมายที่เขียนเตรียมไว้สามารถทำได้ แต่คิดว่าดีกว่าหรือไม่ เหมือนเป็นการให้เลือกระหว่างของที่แย่กับของที่แย่กว่า เพราะเงินกู้ที่มาใช้กับวิกฤตพลังงานเรามองว่ามีความสำคัญ แต่ที่ผ่านมา คือไม่มีแผนที่ชัดเจนเลยว่าจะเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดอย่างไร
โครงการก็เป็นเบี้ยหัวแตก และดูเหมือนจะเป็นโครงการในเชิงระบบอุปถัมภ์มากกว่าที่จะเปลี่ยนผ่านพลังงานจริงๆ ดังนั้นเรื่องนี้มีปัญหาตั้งแต่การออก พ.ร.ก.กู้เงินครั้งแรกแล้ว แต่ก็ยังเห็นความกังวลว่ายังใช้เงินกับโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 อีก รวมแล้วจะประมาณ 2 แสนล้านบาทที่กู้มา แต่ใช้ไปกับการกระตุ้นการบริโภคเพื่อคะแนนนิยมทางการเมืองเพียงอย่างเดียว จึงคิดว่าเป็นปัญหาใหญ่
เมื่อถามว่า ในอีก 2 เดือนผลคะแนนนิยมของรัฐบาลจะส่งผลต่อโครงการไทยช่วยไทยพลัส หรือไม่ นายวีระยุทธ กล่าวว่า เป็นเพียงตัวชะลอความถดถอยคะแนนนิยมทางการเมือง เรียกว่าถ้าไม่มีคะแนนนิยมทางรัฐบาลจะดิ่ง จะยิ่งดิ่งกว่านี้ในช่วงที่ประสบปัญหาด้านอื่น แต่เราอยากให้ใช้เงินก้อนนี้ ที่คุณเขียนไว้เองว่าจะใช้แบ่งเบาภาระเรื่องวิกฤตพลังงาน แต่ตอนนี้ราคาน้ำมันเริ่มสูงขึ้นจึงอยากให้ใช้เงินพุ่งเป้าไปที่เกษตรกรไปที่ประมงและภาคขนส่งให้ตรงจุดกว่านี้
เมื่อถามย้ำว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสดูเหมือนจะไม่มีใครกล้าแตะ เพราะอาจเป็นคะแนนนิยมและไม่ผิดกฎหมาย นายวีระยุทธกล่าวว่า ปัญหาคือรัฐบาลไม่มีนโยบายอื่นเลย ทั้งการช่วยเอสเอ็มอี ช่วยสินค้าการเกษตร นอกจากมีกระบวนท่าเดิมๆ เช่นรถพุ่มพวงที่เข้าไปรับซื้อแต่ไม่ได้มีการเตรียมพร้อมล่วงหน้า ซึ่งปัญหาหลักของรัฐบาลคือไม่มีนโยบายอื่นเลยท่ามกลางการอธิบายว่ามีวิกฤตปัญหา 7-8 อย่างในประเทศ แต่พอไปถึงทางออกกลับมีแต่ 60/40 คำถามคือนโยบายเศรษฐกิจของนโยบายนี้คืออะไร คำตอบคือมีแค่ 60/40 เท่านั้น นี่คือปัญหาใหญ่
เมื่อถามถึง กรณีที่ สก.พรรคประชาชนไม่สนับสนุนรถขยะ EV และหุ่นยนต์ดับเพลิง นายวรภพ วิริยะโรจน์ อดีต สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้กล่าวชี้แจงในฐานะกรรมการงบประมาณของ กทม. ว่า ตัวแทนของพรรคประชาชนสนับสนุนรถอีวี ในการเปลี่ยนผ่าน เพราะเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม ที่สภากรุงเทพมหานครมีการอนุมัติรถอีวีจำนวน 6 คันเพื่อนำร่อง มีการอนุมัติรถดูดฝุ่นที่ต้องเป็นรถอีวี และมีการอนุมัติเอาต์ซอร์ส (Outsource) รถขยะอีวี จำนวน 200 ล้านบาท เพื่อนำร่องใช้ที่เขตสายไหม และเขตคันนายาว เพื่อเพิ่มรถขยะและแก้ปัญหาการจัดเก็บขยะ ส่วนการไม่เห็นชอบคือตัวโครงการเช่ารถขยะอีวีที่ปรากฏในงบประมาณปี 70 เพียง 10 ล้านบาท แต่ส่วนนี้เป็นงบผูกพัน 8 ปีที่ 6,000 ล้านบาท เป็นการเปลี่ยนเช่ารถขยะอีวีกว่า 1,300 คัน ถือเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่จะเข้ามาเปลี่ยนรถกว่า 75% โดยไม่มีการทดลองวิ่งว่าจะสามารถจัดเก็บขยะได้ตามที่กำหนดไว้หรือไม่
ดังนั้นสภา กทม. จึงไม่เห็นชอบในแง่ที่เป็นโครงการขนาดใหญ่มีความเสี่ยงแต่ยังไม่มีการทดลองวิ่งจริง และไม่ได้มาพร้อมกับการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือการไม่ได้มาพร้อมกับเอาต์ซอร์ส (Outsource) คนจัดเก็บขยะที่ไม่เพียงพอ ดังนั้นการเช่ารถโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้จะเป็นการซ้ำเติมเรื่องการจัดเก็บขยะตกหล่นที่มาจากพนักงานจัดเก็บขยะไม่เพียงพอ เมื่อมีการอนุมัติเอาต์ซอร์ส (Outsource) รถเก็บขยะอีวีแล้ว จึงมองว่าควรรอดูผลลัพธ์โครงการนำร่องก่อน เพื่อนำสู่การขยายผลในปีต่อไป