นายเอกภพ เผยอีกว่า สำหรับระยะแรกของการดำเนินงาน ได้กำหนด 24 หน่วยงานนำร่อง ให้คัดเลือก 1–5 งานที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตมาดำเนินการ อาทิ กระบวนการอนุมัติ การอนุญาต การตรวจสอบ การจัดซื้อจัดจ้าง การจัดเก็บภาษี และการต่ออายุใบอนุญาต โดยต้องวิเคราะห์จุดเสี่ยง กำหนดมาตรการป้องกัน และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนรวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเน้นย้ำว่า หัวใจสำคัญของโครงการฯ คือการปิดช่องว่างก่อนเกิดการทุจริต โดยให้หน่วยงานปรับกระบวนการทำงาน ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ นำระบบดิจิทัลมาใช้เพื่อลดการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้รับบริการ และเปิดให้ติดตามสถานะงานผ่านระบบออนไลน์ ปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ ตลอดจนพัฒนาระบบร้องเรียนที่เข้าถึงง่ายและมีประสิทธิภาพ โดยเปิดให้ภาคสาธารณะ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบแนวทางแก้ไขปัญหา
“รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง โดยมุ่งให้การอนุมัติ การอนุญาต และการให้บริการภาครัฐ ลดขั้นตอน ลดการใช้ดุลพินิจ โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพ รวดเร็ว และเป็นธรรม สร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจ หวังผลให้คะแนน CPI ปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างยั่งยืน” นายเอกภพ กล่าวทิ้งท้าย