"อภิสิทธิ์" ทวง กกต. ปมตัดชื่อส่งฟ้องฮั้ว สว. เหลือ 77 คน
15 ก.ย. 2569 | titayu_pur

"อภิสิทธิ์" นำ ปชป. ทวงถาม กกต. หลังฟ้องฮั้วเลือก สว. เหลือ 77 คน ชี้พิรุธตัดชื่อจาก 229 คน และกรณี "เอกราช ช่างเหลา" ขู่ฟ้อง ม.157 หากพบละเว้น
ข่าว
15 ก.ย. 2569 | titayu_pur

"อภิสิทธิ์" นำ ปชป. ทวงถาม กกต. หลังฟ้องฮั้วเลือก สว. เหลือ 77 คน ชี้พิรุธตัดชื่อจาก 229 คน และกรณี "เอกราช ช่างเหลา" ขู่ฟ้อง ม.157 หากพบละเว้น
KEY
POINTS
15 กันยายน 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะทำงานกฎหมาย แถลงข่าวทวงถาม กกต. กรณีมติส่งฟ้องคดีฮั้ว สว. เหลือ 77 คน โดยตั้งข้อสังเกตว่า ตัดชื่อผู้เกี่ยวข้องจากเดิมที่อนุกรรมการเสนอ 229 คน และไม่สอบสวนกรณี เอกราช ช่างเหลา อ้างถูกชายนิรนามข่มขู่จนกลับคำให้การ พร้อมจี้ กกต. เปิดคำวินิจฉัยรายบุคคล หากศาลพบพัวพันเพิ่มต้องดำเนินคดีต่อ และเตรียมหนุนผู้เสียหายยื่นฟ้อง กกต. ตาม ม.157 ทันที
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมนำคณะทำงานชุดใหญ่ด้านกฎหมายของพรรค ซึ่งประกอบด้วย นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ และนายราเมศ รัตนะเชวง ร่วมกันแถลงข่าวถึงแนวทางการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือก สว. หลังเมื่อวานนี้ กกต. มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเพียง 77 คน
นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า วันที่ 14 ก.ย. เป็นจุดเริ่มต้นของคดีฮั้วเลือก สว. โดยตนเองขอตั้งข้อสังเกตว่า มติของ กกต. นั้นเป็นจำนวนที่น้อยกว่าข้อสรุปของคณะอนุกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 ที่เสนอให้ดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ซึ่งไม่ครอบคลุมทุกกลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ ทั้งมตินี้ยังส่งฟ้องน้อยกว่าความเห็นของเลขาธิการ กกต. ด้วย
สิ่งที่น่าสังเกตกับการตัดสินใจ วิธีการพิจารณา พยายามเอามาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญาเป็นหลัก ทั้งที่อำนาจของ กกต. มีทั้งคดีอาญาและคดีเลือกตั้งที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ให้สิ้นข้อสงสัย เพียงแค่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ส่งฟ้องได้ เหมือนกับมาตรฐานการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งที่ผ่านมา ในส่วนของพรรคการเมืองที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง กกต. พูดถึงเพียงแค่การถูกพาดพิงจากพยานเท่านั้น ทั้งที่แท้จริงแล้วต้องพิจารณาจากภาพรวมที่มีลักษณะพฤติกรรมทำเป็นขบวนการอย่างชัดเจน มากกว่าการกระทำส่วนบุคคล และหลายคนที่ กกต. ส่งฟ้อง โดยอ้างว่าเป็นบุคคลอื่น ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่อยู่ในพรรคการเมืองเดียวกัน
ขณะเดียวกัน ข้อกล่าวหาที่ 3-7 ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมเดียวกันทั้งหมด โดย กกต. ไม่ได้เอามาพิจารณาว่าคนที่วางแผนทั้งกระบวนการว่าเป็นใคร นายอภิสิทธิ์ยังตั้งข้อสังเกตถึงการกลับคำให้การของนายเอกราช ช่างเหลา อดีต สส. ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย ที่อ้างว่าถูกข่มขู่จากชายนิรนามที่ไม่มีชื่อและรายละเอียดในสำนวน จึงตั้งข้อสังเกตว่าทำไม กกต. จึงไม่เสาะแสวงหาข้อเท็จจริงว่าชายนิรนามคนนั้นคือใคร นี่จึงถือเป็นข้อพิรุธในการทำงานของ กกต. อีกทั้งการที่นายเอกราชย้ายไปสังกัดพรรคกล้าธรรม แล้วอ้างว่าพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรมขัดแย้งกัน นายอภิสิทธิ์ย้ำว่าเท่าที่เห็นปัจจุบัน ทั้งสองพรรคนี้ก็ไม่ได้มีความขัดแย้งกัน และนายเอกราชเดิมเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ เมื่อถูกกันตัวเป็นพยานแล้วกลับคำให้การ สถานะของนายเอกราชจึงกลับไปเป็นผู้ถูกกล่าวหาเช่นเดิม แต่ทำไม กกต. กลับไม่เอาผิดกับนายเอกราชฐานเป็นพยานเท็จ
ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์จึงเรียกร้องให้ กกต. เปิดคำวินิจฉัยส่วนบุคคลอย่างละเอียด เพื่อให้เห็นว่า กกต. แต่ละคนให้เหตุผลอย่างไรที่มารองรับคำวินิจฉัยส่วนตน และจากรายชื่อที่ส่งฟ้อง ส่วนใหญ่เป็นบุคลากรในพรรคการเมือง แต่ไม่ได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม กกบห. พรรคการเมือง อาจเป็นเพราะปัจจุบันหลายคนไม่ได้อยู่ในตำแหน่ง\n\nแต่กรณีของนายศุภชัย โพธิ์สุ อดีต สส. พรรคภูมิใจไทย แม้จะไม่ได้เป็น สส. ในการเลือก สว. แต่ยังดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ซึ่งก็คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล
จากนี้พรรคประชาธิปัตย์จะติดตามต่อ คือเมื่อมีการชี้ว่าเป็นการกระทำผิด พ.ร.ป. สว. ม. 77 ซึ่งถือเป็นความผิดทางอาญา ที่อยู่ในการสอบสวนของดีเอสไอ ต้องเดินหน้าต่อไป แม้ก่อนหน้านี้ดีเอสไอจะส่งอัยการสูงสุดฟ้องผู้ต้องหาเพียง 8 คน แต่อัยการส่งหนังสือกลับมาถามว่าทำไมส่งฟ้องแค่ 8 คน ทั้งที่ผู้กล่าวหามีกว่าร้อยคน ความผิดที่ดีเอสไอดำเนินการอยู่คือความผิดอั้งยี่และฟอกเงิน ก็ต้องดำเนินการสอบสวนต่อตามความเห็นของอัยการ ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าจะมีการโยกย้ายเจ้าพนักงานที่พิจารณาคดีนี้เพื่อให้พ้นจากความรับผิดชอบ พรรคประชาธิปัตย์ก็จะติดตามเรื่องนี้เพื่อไม่ให้รัฐบาลเข้าไปแทรกแซงการดำเนินการของดีเอสไอ
เมื่อ กกต. มีมติส่งให้ศาลแล้ว พรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้ กกต. ส่งข้อมูลสำนวนการไต่สวนไปให้ศาลให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะกฎหมายให้ศาลยึดสำนวนการไต่สวนของ กกต. เป็นหลัก และที่สำคัญเมื่อศาลพิจารณาแล้วความปรากฏว่ามีความพัวพันไปมากกว่า 77 คนที่ส่งฟ้อง กกต. ก็ต้องดำเนินการต่อ ไม่อาจตัดจบแล้วบอกว่าเรื่องมีคนผิดแค่ 77 คน
ส่วนการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน คำวินิจฉัยที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริง มีผู้เสียหายต้องดำเนินการกับ กกต. ทั้งความผิดตามกฎหมาย กกต. มาตรา 69 ป.วิ.อาญา ม. 157 กฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 172 เบื้องต้นมีผู้เสียหายทั้งอดีตผู้สมัครและ สว. สำรอง ติดต่อพรรคมาแล้ว ซึ่งทีมกฎหมายก็พร้อมให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างเต็มที่ โดยจะเร่งดำเนินการโดยเร็ว
ส่วนจะมีช่องทางอื่นที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นฟ้องเอาผิด กกต. โดยตรงเองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ระบุว่า โดยหลักการหากผู้เสียหายยื่นฟ้องเอาผิดกับ กกต. โดยตรง จะมีข้อจำกัดน้อยกว่า เพราะหลายกรณีที่มีการยกคำร้อง มักจะระบุว่าผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง