นายสีหศักดิ์ ยังเห็นว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ได้บั่นทอนความไว้เนื้อเชื่อใจ และสร้างความสูญเสียอย่างมากต่อประชาชน 2 ฝ่าย แต่หากต้องการหาทางออกที่ยั่งยืน จึงจำเป็นต้องมีการฟื้นฟูความไว้วางใจระหว่างประกัน ประเทศไทยจึงมุ่งผลักดันให้มีการหารือพูดคุย และหาแนวทางที่ปฏิบัติได้จริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกันในการจัดการปัญหา ซึ่งในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ผู้นำไทย-กัมพูชา ได้ยืนยันความมุ่งมั่นใจการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเมื่อตนได้พบกับนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ตนได้เสนอมาตรการที่ปฏิบัติได้จริง อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และช่วยให้ 2 ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ในประเด็นที่เห็นต่าง แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า กัมพูชา กลับไม่เคยให้โอกาสอย่างแท้จริงต่อแนวทางการทูตดังกล่าว และในมุมมองของประเทศไทย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วงอย่างต่อเนื่องของกัมพูชา ซึ่งแทนที่กัมพูชาจะเข้าร่วมการพูดคุยทวิภาคี อย่างเต็มที่ และจริงใจ แต่กัมพูชา ยังคงกล่าวร้ายถึงประเทศไทยครั้งแล้วครั้งเล่า โดยนำเสนอเรื่องราวเป็นเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง และกล่าวหาประเทศไทยแบบไร้มูลแทบทุกวัน ซึ่งรวมถึงเวทีระหว่างประเทศ และกัมพูชา มักจะเล่นบทผู้ถูกกระทำด้วยความมั่นว่า ตนดีเหนือผู้อื่น และสร้างภาพว่าตนมีความชอบธรรม ซึ่งอาจไม่ปฏิเสธได้ว่า การเมืองภายในมีผลต่อพฤติกรรมเช่นนี้ของกัมพูชา
นายสีหศักดิ์ ยืนยันว่า สำหรับประเทศไทย ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ และความเป็นอยู่ของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ควรถูกนำมาเป็นข้อต่อรอง เพื่อผลประโยชน์ทางาการเมืองระยะสั้น แต่กัมพูชากลับเลือกใช้มาโดยตลอด จนนำมาซึ่งผลกระทบอย่างร้ายแรง และปลุกกระแสความรู้สึกสาธารณชน เพิ่มความตึงเครียด และทำให้ท่าทีแต่ละฝ่ายแข็งกร้าวยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ เป็นไปได้ยาก แต่สำหรับประเทศไทย ได้ยึดถือการใช้กลไกการใช้กฎหมาย และการทูตที่ชัดเจน เพื่อสร้างความไว้วางใจ ไม่นำการทูตเป็นการแข่งขันความเหนือกว่า เพื่อแสวงหาประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว
นายสีหศักดิ์ ยังเห็นว่า ภารกิจของคณะกรรมาธิการประนอมฯ ว่า เบื้องหน้า จำเป็นต้องใช้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับความเป็นมา ที่นำความสัมพันธ์ 2 ประเทศมาถึงจุดนี้ ซึ่งสาเหตุที่ประเทศไทย ยกเลิก MOU44 เพราะตลอด 25 ปีที่ผ่านมา สามารถจัดการประชุมอย่างเป็นทางการได้เพียง 2 ครั้ง ทำให้เห็นว่า MOU44 ไม่ได้ทำให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ประเทศไทยจึงเลือกที่จะเริ่มการเจราใหม่อีกครั้ง ซึ่งการเข้าเป็นภาคี UNCLOS ของกัมพูชาไม่นานมานี้ น่าจะเป็นโอกาสเหมาะสมในการเริ่มการเจรจาบนพื้นฐานกฎหมายเดียวกัน และมีความมั่นคงยิ่งขึ้น ซึ่งประเทศไทยได้เสนอให้กัมพูชา เริ่มการเจรจาระหว่างกันในเรื่องเขตทางทะเล เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ และเปิดทางไปสู่การแก้ไขประเด็นคั่งค้างอื่น ๆ และเสนอด้วยว่า แม้จะไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ภายใน 6 เดือน ก็สามารถเข้ากระบวนการประนอมฯ ร่วมกันได้ แต่กัมพูชากลับอ้างว่า การยกเลิก MOU44 ของไทย ทำให้กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการใช้กลไกประนอม ซึ่งข้อกล่าวอ้างดังกล่าว ไม่เป็นความจริง และเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง กัมพูชามีทางเลือกอื่น แต่เลือกที่จะปิดประตูนั้น ด้วยเหตุผลที่ยากจะเข้าใจ
นายสีหศักดิ์ ยังกำหนดขอบเขตของประเทศไทยสำหรับการพิจารณาของกรรมาธิการฯ ว่า การกำหนดเขตทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา จะเฉพาะในพื้นที่อ่าวไทยเท่านั้น พร้อมยืนยันว่า เขตทางทะเลของไทย เป็นไปตามพระบรมราชโองการ 18 พฤษภาคม 2516 และไม่ได้มุ่งหวังสิ่งอื่นใด เกินไปกว่าการปกป้องอธิปไตย สิทธิอธิปไตย และสิทธิอันชอบธรรมที่ประเทศไทยพึงมีตามกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมย้ำว่า กระบวนการประนอมนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยเหนือดินแดนทางบก รวมถึงเกาะกูด ซึ่งประเทศไทย ปฏิเสธเส้นเขตไหล่ทวีปของกัมพูชา อ้างสิทธิ์ฝ่ายเดียวในปี 2515 เพราะเส้นดังกล่าว ปราศจากพื้นฐานทางกฎหมาย และประเทศไทยเข้าร่วมการประนอมครั้งนี้ ด้วยความสุจริตใจ โดยตระหนักพันธกรณีอนุสัญญานี้ และเชื่อมั่นในความเป็นกลาง และความเชี่ยวชาญของกรรมาธิการฯ โดยมุ่งหวังการบรรลุผลลัพธ์อันเที่ยงธรรม ผ่านการเจรจาด้วยการสนับสนุนของคณะกรรมาธิการ เพื่อให้ 2 ประเทศหาจุดร่วม ลดช่องว่างความแตกต่างของท่าทีทางกฎหมาย และสามารถเจรจาเพื่อเดินหน้าต่อไปได้ และเชื่อมั่นว่า ด้วยการแนะนำของคณะกรรมาธิการ ทั้ง 2 ฝ่ายจะสามารถบรรลุผลลัพธ์ แบ่งเขตทางทะเลได้อย่างเที่ยงธรรม ยั่งยืน และย้ำว่า ประเทศไทย ยังเปิดกว้างสำหรับการเจรจา เพราะสุดท้ายทั้ง 2 ประเทศ ยังคงมีหน้าที่ร่วมกันแสวงหาหนทาง เพื่อเดินหน้าต่อไปอย่างจริงจัง และด้วยความสุจริตใจ
นายสีหศักดิ์ ยังระบุว่า พัฒนาการและผลกระบวนการประนอมนี้ จะมีนัยยะสำคัญต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาในอนาคต ซึ่งกระบวนการนี้ ไม่ใช่การทูตที่ต้องมีผู้แพ้และผู้ชนะอย่างสิ้นเชิง และขอย้ำว่า ประเทศไทย ยึดมั่นกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ และย้ำว่า ประเทศไทยจะปกป้องอธิปไตย และสิทธิ์ทางทะเลอย่างมั่นคง และย้ำว่า ประเทศไทย ยึดมั่นในสันติภาพ และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเห็นได้จากอดีตที่ผ่านมา ที่ประเทศไทย ได้ร่วมมือกับกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน เพื่อนำสันติภาพมาสู่กัมพูชา และช่วยให้กัมพูชา สามารถสร้างชาติ เพื่อประชาชนของตนได้อีกครั้ง ซึ่งประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะเดินบนเส้นทางแห่งสันติภาพ ขณะเดียวกัน การเดินหน้า ต้องอาศัยเจตนารมณ์ทางการเมืองทั้ง 2 ฝ่าย ดังนั้น กัมพูชา ควรเลือกเส้นทางตัดสินใจ และหวังว่า กัมพูชาจะกล้ามีเจตนารมณ์ทางการเมือง ที่จะเดินไปบนเส้นทางเดียวกับประเทศไทย เพราะหลังกระบวนการนี้จบลง ประเทศไทย และกัมพูชา ก็จะยังคงเป็นเพื่อนบ้านกันต่อไปอีกยาวนาน ซึ่งหน้าที่ของประเทศไทย คือ การสร้างหลักประกันให้คนรุ่นหลัง จะสามารถทำให้ได้รับประโยชน์จากสันติภาพ และความเจริญรุ่งเรืองระหว่าง 2 ประเทศ ซึ่งประเทศไทยพร้อมทำหน้าที่ในส่วนของไทย และหวังว่า กัมพูชา จะทำเช่นเดียวกัน