สมเป็น กกต.หค. "วาโย" เฉลยที่มาตัวย่อ ขอไม่ตัดงบสักบาท
10 ก.ย. 2569 | thunchanok_kul

“วาโย” บอกไม่ขอตัดงบ กกต. แม้แต่บาทเดียว เหน็บผลงานเป็นที่ประจักษ์ - วินิจฉัยสวนทางคำพิพากษาศาล ควรได้งบฯ ไปพัฒนาบุคลากร เปิดที่มาตัวย่อ กกต.หค.
ข่าว
10 ก.ย. 2569 | thunchanok_kul

“วาโย” บอกไม่ขอตัดงบ กกต. แม้แต่บาทเดียว เหน็บผลงานเป็นที่ประจักษ์ - วินิจฉัยสวนทางคำพิพากษาศาล ควรได้งบฯ ไปพัฒนาบุคลากร เปิดที่มาตัวย่อ กกต.หค.
KEY
POINTS
10 กันยายน 2569 นายวาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้สงวนคำแปรญัตติ อภิปรายในการพิจารณาพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ในวาระที่ 2-3 ของสภาผู้แทนราษฎร โดยได้เสนอคำแปรญัตติ เพื่อขอปรับลดงบประมาณขององค์กรอิสระ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.โดยได้มีเอกสารประกอบการอภิปราย พร้อมข้อความ #กกตหค โดยอธิบายว่า มีผู้นำคลิปของตนเองไปเผยแพร่ จึงขอยืนยันว่า เป็นคลิปเอไอ ภาพตัดต่อ ที่บอกว่า ตนพูด “กกตหค.” แปลว่า กินก๋วยเตี๋ยวหกคนนั้นไม่ใช่ แต่ในมโนสํานึกของตนหมายถึง “คณะกรรมการการเลือกตั้ง แห่งความจงรัก และภักดี ต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์”
นายวาโย ยังอภิปรายเจาะจงไปที่งบประมาณของสำนักงาน กกต.โดยได้ ตั้งคําถามไปยังคณะกรรมาธิการฯ เพราะเมื่อตนไปเปิดอ่านยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้ง การสืบสวนไต่สวนและการดําเนินคดีในศาล ซึ่งเป็นเรื่องของการประชุมเชิงปฏิบัติการ และการอบรมเชิงปฏิบัติการ ซึ่ง 2 กิจกรรมนี้ ใช้งบแค่ 4,700,000 บาทเท่านั้น แม้ตนจะมองว่าน้อย แต่ไม่สามารถปรับเพิ่มให้ได้ เนื่องจากในจํานวนนี้ กลับมีผลผลิตที่ออกมาเป็นพนักงานสอบสวนกว่า 100 คน และมีส่วนจังหวัดอีก 150 คน อาจยังไม่ใช่จํานวนที่เพียงพอ กกต.จึงมีการจัดซื้อจัดจ้าง เพิ่มตําแหน่ง เพื่อรับพนักงานต่าง ๆ เข้ามา คําถามของตนคือกรรมาธิการฯ ไปตัดงบในด้านนี้ของ กกต. ทําไม หรือไม่อยากให้ กกต.มีพนักงานสอบสวน สืบสวน ไต่สวน ประจําจังหวัด
นายวาโย ยังยกตัวอย่างผลงาน กกต.ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ โดยตอนแรกตนขอให้ปรับลด 3% จึงขอถอนคําแปรญัตติ เพราะไม่อยากปรับลด แต่อยากให้เงินกับ กกต.เต็ม ๆ เพราะในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ควรไปบีบด้วยการจํากัดเงิน เพื่อให้ กกต.เอาไปพัฒนาบุคคล เพื่อมาฟ้องคดีต่าง ๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้ง พัฒนาบุคคลเกี่ยวกับเรื่องสอบสวน ไต่สวน และดําเนินคดีในศาล เช่น การนําแชทไลน์ เรื่องการแลกคะแนน ไปฟ้องต่อศาลฎีกา ซึ่งถือว่าเป็นแนวบรรทัดฐานของ กกต. และ อีกกรณีที่มีเพียงแค่การส่งเรซูเม่ แนะนำตัว ขอให้จับคู่เลือกกัน หลักฐานแค่นี้ กกต.ก็นําส่งฟ้องศาลฎีกาแล้ว ดังนั้น แค่ 4,700,000 บาท ไม่คุ้มตรงไหน
นายวาโย ยังบอกว่า ตนได้รับความร่วมมือจาก กกต. เป็นอย่างดีเมื่อกรรมาธิการ ใช้อํานาจเรียก ทําให้เห็นถึงความอัจฉริยภาพ และความแยบคาย โดยเฉพาะเลขาธิการ กกต. ซึ่งเป็นหัวหน้าของสํานักงาน กกต. ถึงแม้ว่า เลขาธิการ กกต.จะบอกว่า การแนะนําตัวต่าง ๆ สามารถทําได้ แต่ศาลปกครอง มีข้อสรุปออกมาว่า การแนะนําตัวเป็นเพียงเครื่องมือของ กกต. ที่ออกแบบเพื่อให้การดูแลการแนะนําตัว หากผู้สมัครไม่ปฏิบัติตามระเบียบ จะเป็นความผิดของศาลปกครอง ขณะที่ศาลฎีกาพิพากษาว่า ไม่สามารถที่จะแลกคะแนนกันได้แต่อย่างใด ดังนั้น งบฯ ปี 67-68 ที่ กกต.ได้ไป มีผลงานประจักษ์แบบนี้ แต่ปีนี้กรรมาธิการฯ ตัดทำไม ดังนั้น ตนไม่ขอตัดเลยแม้แต่บาทเดียว
นายวาโย ยังกล่าวถึงการชี้แจงของเลขาธิการ กกต.ที่วางหลักเกณฑ์เรื่องการฟ้องคดี 3 ข้อ ทั้งจะต้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเท่านั้น และการทุจริตต้องมีการจ้างกัน รวมถึงต้องมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ฉะนั้น สะท้อนว่า หน่วยงานนี้ สมกับเป็น กกตหค.จริง ๆ และสมกับการเป็นคณะกรรมการแห่งการเลือกตั้งแห่งความจงรักและภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์อย่างเต็มที่ แสดงให้เห็นตลอดเวลาว่า การกระทํา สำคัญกว่าคำพูด แม้ว่าจะพูดมากมายว่า องค์ประกอบความผิดในการฟ้องมีอะไร แต่ในข้อกฎหมายมีการเขียนคําว่า ผู้ใดนั้น เราต่างรู้ว่าหมายถึงอะไร
นายวาโย กล่าวต่ออีกว่า คดีที่ กกต.ชงศาลฎีกาให้ฟันอาญา ชี้ชัดว่า เป็นบุคคลที่ไม่ใช่ผู้รับสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา ขัดกับคําพูดของ กกต.อย่างชัดเจน ก่อนย้ำว่า การกระทําสําคัญกว่าคําพูด