“พนิดา” เสนอหั่นงบ กกต. 11.9 ล้าน เหตุระบบขาดความเป็นอิสระ
10 ก.ย. 2569 | titayu_pur

พนิดา สส.พรรคประชาชน เสนอตัดงบ กกต. 11.9 ล้านบาท ชี้ระบบขาดความเป็นอิสระ แฉสืบสวนคดีโกงเลือก สว. 229 ราย เอกสาร 9 หมื่นหน้า แต่กลับถูกสั่งยกคำร้อง
ข่าว
10 ก.ย. 2569 | titayu_pur

พนิดา สส.พรรคประชาชน เสนอตัดงบ กกต. 11.9 ล้านบาท ชี้ระบบขาดความเป็นอิสระ แฉสืบสวนคดีโกงเลือก สว. 229 ราย เอกสาร 9 หมื่นหน้า แต่กลับถูกสั่งยกคำร้อง
KEY
POINTS
10 กันยายน 2569 พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.พรรคประชาชน เสนอตัดงบ กกต. 11.9 ล้านบาท ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570 เพื่อคัดค้านการสูญเปล่างบประมาณ หลังพบกรณีสืบสวนคดีโกงเลือก สว.รวมหลักฐานกว่า 9 หมื่นหน้า แต่กลับถูกอนุกรรมการยกคำร้อง โดยเน้นย้ำว่าปัญหาสำคัญไม่ใช่ศักยภาพบุคลากร จึงยื่นตัดงบ กกต.เพื่อจี้ให้ปฏิรูประบบพิจารณาคดีให้มีความเป็นอิสระและโปร่งใส
ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 พนิดา มงคลสวัสดิ์ ส.ส.สมุทรปราการ เขต 1 พรรคประชาชน เสนอปรับลดงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 11,914,000 บาท จากโครงการอบรมหลักสูตรพนักงานไต่สวนและสอบสวนระดับต้น โดยยืนยันว่า ไม่ได้คัดค้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากร แต่เห็นว่าปัญหาสำคัญของ กกต. อยู่ที่หลักประกันด้านความเป็นอิสระ และกระบวนการพิจารณาคดีเลือกตั้ง
พนิดา ระบุว่า เจ้าหน้าที่ผู้ทำหน้าที่สืบสวนไต่สวนคดีเลือกตั้งจำเป็นต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความเป็นมืออาชีพ เนื่องจากต้องทำงานกับพยานบุคคล พยานเอกสาร เส้นทางการเงิน ข้อมูลการติดต่อสื่อสาร และพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ แต่ตั้งคำถามว่า หากเจ้าหน้าที่สามารถรวบรวมพยานหลักฐานได้อย่างเต็มที่แล้ว ผลการทำงานกลับสามารถถูกกลับมติด้วยกลไกอีกชุดหนึ่ง การใช้งบประมาณเกือบ 12 ล้านบาทเพื่ออบรมบุคลากรจะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างไร
พนิดา ยกกรณีการสอบสวนคดีทุจริตการเลือก สว. ปี 2567 เป็นกรณีศึกษา โดยระบุว่าเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 ดีเอสไอ มีหนังสือถึง กกต. แจ้งว่าคดีมีมูล ต่อมา 28 มีนาคม 2568 กกต. แต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ ดีเอสไอ เข้าร่วม 3 คน คณะดังกล่าวใช้เวลาพิจารณาประมาณ 4 เดือน ประชุมเกือบ 100 ครั้ง เชิญพยานมากกว่า 800 คน และรวบรวมเอกสารกว่า 90,000 หน้า ก่อนสรุปความเห็นเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 เสนอให้ดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย
อย่างไรก็ตาม ต่อมา กกต. ได้แต่งตั้งอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดชุดที่ 36 ขึ้นมา โดยพนิดาตั้งข้อสังเกตถึงที่มาและกระบวนการทำงานของคณะดังกล่าว เนื่องจากผลการพิจารณาแตกต่างจากคณะไต่สวนชุดที่ 26 อย่างมีนัยสำคัญ ก่อนที่วันที่ 12 มีนาคม 2569 จะมีมติ 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้องทั้ง 229 ราย
“คณะหนึ่งใช้เวลาหลายเดือนในการสอบพยาน 800 กว่าปาก เอกสาร 90,000 หน้า เสนอว่ามีพยานหลักฐานที่พึงเชื่อได้ว่าควรจะดำเนินการส่งศาล แต่อีกคณะหนึ่งกลับมีความเห็นตรงกันข้ามทั้งหมด” พนิดากล่าว พร้อมตั้งคำถามต่อว่า หากผลการพิจารณาแตกต่างกันอย่างมาก กกต. ต้องสามารถอธิบายต่อสาธารณะได้ว่าเกิดจากเหตุผลใด
พนิดากล่าวว่า ในฐานะคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ ได้พยายามเชิญ กกต. เข้ามาชี้แจงเกี่ยวกับการทำงานของอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดชุดที่ 36 รวมถึงสอบถามถึงที่มาของการแต่งตั้งคณะดังกล่าว เหตุใดจึงต้องตั้งคณะพิเศษขึ้นมา ทั้งที่มีอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอยู่แล้ว 35 ชุด รวมถึงต้องการทราบว่าคณะดังกล่าวมีประสบการณ์ด้านคดีเลือกตั้งหรือไม่ และใช้กระบวนการใดในการพิจารณาสำนวน
นอกจากนี้ยังตั้งคำถามว่า อนุกรรมการชุดที่ 36 ได้เชิญคณะไต่สวนชุดที่ 26 หรือ ดีเอสไอ เข้ามาชี้แจงหรือไม่ ได้อ่านสำนวนกว่า 90,000 หน้าด้วยตัวเองหรือไม่ และมีการสอบพยานเพิ่มเติมหรือประสานขอข้อมูลจาก ดีเอสไอ หรือไม่ โดยอ้างอิงข้อมูลที่รวบรวมพบว่า อนุกรรมการชุดที่ 36 ไม่ได้เชิญ ดีเอสไอ หรือคณะพนักงานไต่สวนชุดที่ 26 มาชี้แจง และมีการประชุมประมาณกว่า 30 ครั้ง ขณะที่ชุดที่ 26 ประชุมเกือบ 100 ครั้ง
พนิดายังยกตัวอย่างเส้นทางการเงินในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีข้อมูลว่าบุคคลหนึ่งเชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมืองและได้รับการโอนเงิน ก่อนมีการโอนต่อให้ผู้สมัคร สว. หลายรายในอำเภอเดียวกัน ซึ่งคณะไต่สวนชุดที่ 26 และ ดีเอสไอ มีความเห็นสอดคล้องกันว่า เส้นทางการเงินดังกล่าวเข้าข่ายความผิด แต่อนุกรรมการชุดที่ 36 กลับเห็นว่าไม่พบความผิดปกติ พร้อมตั้งคำถามถึงมาตรฐานในการพิจารณาพยานหลักฐานของ กกต.
พนิดายังกล่าวถึงกรณีผู้สมัคร สว. ในหลายจังหวัด เช่น ปทุมธานี ชลบุรี และนครราชสีมา ซึ่ง กกต. เคยส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา แม้พยานหลักฐานที่ปรากฏจะเป็นเพียงข้อความผ่าน ไลน์ ในลักษณะเชิญชวนหรือแลกคะแนน โดยไม่ปรากฏเส้นทางการเงินหรือการเสนอผลประโยชน์อื่นตอบแทน พร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดมาตรฐานในการพิจารณาคดีทุจริตการเลือกตั้ง สว. 229 รายจึงแตกต่างออกไป
ในประเด็นข้อกฎหมาย พนิดาโต้แย้งแนวคิดที่ว่าการส่งคดีไปยังศาลจะต้องมีหลักฐานที่พิสูจน์ความผิดจนสิ้นข้อสงสัย โดยชี้ว่า มาตรา 62 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา กำหนดว่า หากมี ‘หลักฐานอันควรเชื่อได้’ ว่าผู้สมัครหรือบุคคลใดกระทำการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นการกระทำของบุคคลอื่นที่ทำให้การเลือกไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา
พร้อมระบุว่า ผู้มีหน้าที่วินิจฉัยว่าบุคคลใดกระทำผิดหรือไม่คือศาลฎีกา ขณะที่ กกต. มีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 226 ยังระบุให้ศาลฎีกานำสำนวนไต่สวนของ กกต. มาพิจารณาเป็นหลัก
พนิดากล่าวว่า หากมีพยานหลักฐานจำนวนมากจนคณะกรรมการไต่สวนชุดหนึ่งเห็นว่าควรดำเนินการ เหตุใด กกต. จึงไม่ส่งเรื่องให้ศาลเป็นผู้พิจารณา แต่กลับใช้กลไกอีกชั้นหนึ่งเพื่อยุติเรื่องก่อนถึงศาล พร้อมย้ำว่าปัญหาของ กกต. ไม่ได้อยู่ที่เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนขาดความสามารถ แต่อยู่ที่ระบบจะรับประกันได้หรือไม่ว่า ผลงานของเจ้าหน้าที่จะได้รับการพิจารณาตามพยานหลักฐานอย่างเป็นอิสระ
“ไม่ได้ต้องการองค์กรที่เจ้าหน้าที่เก่งขึ้นแต่ขาดอิสระ ไม่ได้ต้องการสำนวนที่หนาขึ้นแต่ถูกใช้เป็นเพียงเอกสารประกอบการตัดสินใจที่มาตรฐานไม่ชัดเจน” พนิดากล่าว
ท้ายที่สุด พนิดาระบุว่า ก่อน กกต. จะขอใช้งบประมาณจากประชาชนเพื่ออบรมเจ้าหน้าที่เพิ่มเติม กกต. ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนจนเสร็จสิ้นแล้ว ระบบจะให้คุณค่ากับผลงานและพยานหลักฐานที่รวบรวมมาอย่างไร พร้อมเสนอปรับลดงบประมาณโครงการอบรมพนักงานไต่สวนและสอบสวนระดับต้น จำนวน 11,914,000 บาท ทั้งโครงการ โดยเห็นว่างบประมาณดังกล่าวยังไม่ใช่คำตอบของปัญหาที่แท้จริงของ กกต.