เนชั่นทีวี

ข่าว

“มาดามเดียร์” จี้เดือด! รัฐบาลแจง “อาสาพยาบาล” ซ้ำซ้อน-ภาระผูกพัน 2 ปี หวั่นสร้างเครือข่ายการเมือง

10 ก.ย. 2569 | apirak_pra

“มาดามเดียร์” จี้เดือด! รัฐบาลแจง “อาสาพยาบาล” ซ้ำซ้อน-ภาระผูกพัน 2 ปี หวั่นสร้างเครือข่ายการเมือง

"มาดามเดียร์" วทันยา บุนนาค กรรมาธิการงบประมาณฯ ขอสงวนความเห็นงบโครงการอาสาพยาบาลชุมชน 1,147 ล้านบาท ตั้งข้อสังเกต 5 ประการ จี้รัฐบาลแจงความซ้ำซ้อนและกระบวนการคัดเลือกที่ไม่โปร่งใส

"มาดามเดียร์" วทันยา บุนนาค กรรมาธิการงบประมาณฯ ขอสงวนความเห็นงบโครงการอาสาพยาบาลชุมชน 1,147 ล้านบาท ตั้งข้อสังเกต 5 ประการ จี้รัฐบาลแจงความซ้ำซ้อนและกระบวนการคัดเลือกที่ไม่โปร่งใส

KEY

POINTS

  • ตั้งข้อสังเกตถึงความซ้ำซ้อนของโครงการ “อาสาพยาบาล” (อสพ.) กับบุคลากรสาธารณสุขเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น อสม. และพยาบาลวิชาชีพ
  • กังวลเรื่องภาระผูกพันด้านงบประมาณ เนื่องจากโครงการของบ 1 ปี แต่ทำสัญญาจ้าง 2 ปี และมีแผนขยายโครงการซึ่งจะสร้างภาระงบประมาณเพิ่มขึ้นมหาศาลในอนาคต
  • หวั่นเกรงว่ากระบวนการคัดเลือกบุคลากรที่ไม่โปร่งใส อาจเป็นการใช้งบประมาณเพื่อสร้างเครือข่ายทางการเมืองในระดับตำบลทั่วประเทศ

น.ส.วทันยา บุนนาค กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ในมาตรา 25 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานในกำกับ พร้อมขอสงวนความเห็นต่อวงเงินโครงการอาสาพยาบาลชุมชน ของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) จำนวน 1,147.68 ล้านบาท

 

น.ส.วทันยา กล่าวว่า เหตุผลสำคัญที่ขอสงวนความเห็น เนื่องจากมีข้อกังวลเกี่ยวกับโครงการอาสาพยาบาลชุมชน หรือ อสพ. ซึ่งตั้งงบประมาณเพื่อจ้างบุคลากรจำนวน 7,256 คน ตำบลละ 1 คน ค่าตอบแทนเดือนละ 15,000 บาท ทำงานเต็มเวลา และทำสัญญา 2 ปี โดยไม่ได้คัดค้านแนวคิดการเพิ่มบุคลากรเพื่อดูแลประชาชน เนื่องจากประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย และระบบสุขภาพปฐมภูมิมีความจำเป็นต้องมีกำลังคนเพียงพอ

“สิ่งที่อยากชวนสภาและประชาชนดู ไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มคนดูแลประชาชนที่ฟังดูดี แต่อยากให้ดูว่ารัฐบาลกำลังเพิ่มคนที่ระบบขาดจริง หรือกำลังสร้างตำแหน่งใหม่ขึ้นมา โดยที่ปัญหาเดิมยังไม่ได้รับการแก้ไข” น.ส.วทันยา กล่าว

น.ส.วทันยา ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติ 5 ประการ โดยประการแรก คือ ตำแหน่งใหม่แต่หน้าที่เดิม เนื่องจากปัจจุบันมีทั้ง อสม. Caregiver นักบริบาลผู้สูงอายุ รพ.สต. และพยาบาลวิชาชีพที่ทำงานในพื้นที่อยู่แล้ว ขณะที่เฉพาะค่าป่วยการ อสม. ในปี 2570 ตั้งงบไว้กว่า 25,680 ล้านบาท จึงต้องชี้แจงให้ชัดว่า อสพ.แตกต่างจากบุคลากรที่มีอยู่เดิมอย่างไร และจะไม่ทำให้เกิดภาระซ้ำซ้อนกับพยาบาลวิชาชีพที่ต้องกำกับดูแลบุคลากรกลุ่มใหม่ได้อย่างไร

 

ประการที่สอง คือ ประเทศไทยขาดพยาบาล แต่คำตอบกลับไม่ใช่การเพิ่มพยาบาล โดยระบุว่ามีพยาบาลวิชาชีพกว่า 17,000 คนที่ทำงานอยู่ในระบบแต่ยังไม่ได้รับการบรรจุ และมีข้อเสนอให้เพิ่มอัตราข้าราชการใหม่ประมาณ 25,000 อัตราเพื่อแก้ปัญหา แต่รัฐบาลกลับเดินหน้าโครงการ อสพ. พร้อมตั้งข้อกังวลเรื่องการใช้ชื่อ “อาสาพยาบาล” เพราะอาจทำให้ประชาชนสับสนระหว่างผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลกับผู้ผ่านการอบรมระยะสั้น ประเทศไทยไม่ได้ขาดคำว่า ‘พยาบาล’ ในชื่อตำแหน่ง แต่กำลังขาดพยาบาลวิชาชีพที่รัฐผลิตไม่พอ บรรจุไม่พอ และรักษาไว้ในระบบไม่ได้

 

ประการที่สาม รัฐบาลลดคนผ่านประตูหน้า แต่เพิ่มคนผ่านประตูข้าง โดยขณะที่รัฐบาลมีนโยบายยุบควบรวมหน่วยงานและส่งเสริมการเกษียณก่อนกำหนด เพื่อควบคุมภาระงบบุคลากร กลับมีการใช้งบเงินอุดหนุนจ่ายค่าตอบแทนให้บุคลากร 7,256 คน ทำงานเต็มเวลา มีผู้กำกับ มี KPI และมีสัญญา 2 ปี จึงตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงสร้างกำลังคนเต็มเวลาอีกระบบหนึ่งโดยไม่ปรากฏอยู่ในกรอบอัตรากำลังและงบบุคลากร

ประการที่สี่ คือ ของบ 1 ปี แต่ทำสัญญา 2 ปี และมีแผนขยายโครงการในอนาคต โดย น.ส.วทันยา ระบุว่า งบค่าตอบแทนที่ตั้งไว้ 1,121.055 ล้านบาท เมื่อคำนวณจากบุคลากร 7,256 คน ในอัตราเดือนละ 15,000 บาท จะครอบคลุมเพียงประมาณ 10.3 เดือน ไม่ครบ 12 เดือน ขณะที่รัฐบาลระบุว่าจะทำสัญญาจ้าง 2 ปี จึงต้องชี้แจงว่างบประมาณสำหรับปีที่สองอยู่ที่ใด

 

นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายจำนวน อสพ. เป็น 28,000 คนในปี 2571 และ 75,668 คนในปี 2572 หากใช้อัตราค่าตอบแทนเดิม ภาระงบประมาณอาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 5,040 ล้านบาท และ 13,620 ล้านบาทตามลำดับ แต่ภาระดังกล่าวยังไม่ปรากฏอย่างชัดเจนในประมาณการรายจ่ายล่วงหน้า

 

ส่วน ประการที่ห้า มีความกังวลเรื่องกระบวนการคัดเลือกบุคลากรและความเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเป็นเครือข่ายทางการเมือง เนื่องจากโครงการมีการจ้างคนในทุกตำบลทั่วประเทศ และมีเป้าหมายขยายไปถึงระดับหมู่บ้าน จึงเห็นว่าการคัดเลือกต้องมีมาตรฐานและตรวจสอบได้ เพื่อไม่ให้เกิดข้อสงสัยว่าเงินด้านสาธารณสุขถูกนำไปใช้สร้างเครือข่ายบุคคลที่เชื่อมโยงกับฝ่ายการเมือง

 

น.ส.วทันยา ยังตั้งข้อสังเกตว่า ข้อมูลที่ปรากฏระบุว่าการคัดเลือกใช้การสัมภาษณ์เป็นหลัก ไม่มีข้อสอบมาตรฐาน ไม่มีบันทึกการสัมภาษณ์ และการให้คะแนนอยู่กับคณะกรรมการระดับจังหวัด อีกทั้งยังมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับรายชื่อคณะกรรมการคัดเลือกในบางจังหวัด จึงเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงกระบวนการดังกล่าวอย่างโปร่งใส 

“รัฐบาลต้องพิสูจน์ว่าคนเหล่านี้ถูกเลือกเพื่อสุขภาพของประชาชน ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของฝ่ายการเมืองใด” น.ส.วทันยา กล่าว 

น.ส.วทันยา ย้ำว่า ไม่ได้คัดค้านการเพิ่มคนเพื่อดูแลประชาชน แต่หน้าที่ของรัฐสภาคือไม่ควรอนุมัติตำแหน่งใหม่ก่อนรู้ว่างานซ้ำซ้อนกับใคร ไม่ควรอนุมัติสัญญา 2 ปีก่อนเห็นงบประมาณปีที่สอง และไม่ควรเปิดทางไปสู่ภาระงบประมาณกว่า 13,000 ล้านบาทต่อปี ก่อนรู้ว่าโครงการมีประสิทธิผลจริงหรือไม่ เพราะประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงชื่อตำแหน่งใหม่ที่มีคำว่า ‘พยาบาล’ แต่ต้องการพยาบาลวิชาชีพที่เพียงพอ คนดูแลที่มีความสามารถ และระบบที่เงินทุกบาทตรวจสอบได้ จึงขอสงวนความเห็นต่อวงเงิน 1,147.68 ล้านบาท จนกว่ารัฐบาลจะชี้แจงประเด็นความซ้ำซ้อนของภารกิจ สถานะทางกฎหมาย ความเป็นกลางของกระบวนการคัดเลือก และภาระผูกพันด้านงบประมาณในอนาคตให้ครบถ้วน

ข่าวล่าสุด