ประการที่สี่ คือ ของบ 1 ปี แต่ทำสัญญา 2 ปี และมีแผนขยายโครงการในอนาคต โดย น.ส.วทันยา ระบุว่า งบค่าตอบแทนที่ตั้งไว้ 1,121.055 ล้านบาท เมื่อคำนวณจากบุคลากร 7,256 คน ในอัตราเดือนละ 15,000 บาท จะครอบคลุมเพียงประมาณ 10.3 เดือน ไม่ครบ 12 เดือน ขณะที่รัฐบาลระบุว่าจะทำสัญญาจ้าง 2 ปี จึงต้องชี้แจงว่างบประมาณสำหรับปีที่สองอยู่ที่ใด
นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายจำนวน อสพ. เป็น 28,000 คนในปี 2571 และ 75,668 คนในปี 2572 หากใช้อัตราค่าตอบแทนเดิม ภาระงบประมาณอาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 5,040 ล้านบาท และ 13,620 ล้านบาทตามลำดับ แต่ภาระดังกล่าวยังไม่ปรากฏอย่างชัดเจนในประมาณการรายจ่ายล่วงหน้า
ส่วน ประการที่ห้า มีความกังวลเรื่องกระบวนการคัดเลือกบุคลากรและความเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเป็นเครือข่ายทางการเมือง เนื่องจากโครงการมีการจ้างคนในทุกตำบลทั่วประเทศ และมีเป้าหมายขยายไปถึงระดับหมู่บ้าน จึงเห็นว่าการคัดเลือกต้องมีมาตรฐานและตรวจสอบได้ เพื่อไม่ให้เกิดข้อสงสัยว่าเงินด้านสาธารณสุขถูกนำไปใช้สร้างเครือข่ายบุคคลที่เชื่อมโยงกับฝ่ายการเมือง
น.ส.วทันยา ยังตั้งข้อสังเกตว่า ข้อมูลที่ปรากฏระบุว่าการคัดเลือกใช้การสัมภาษณ์เป็นหลัก ไม่มีข้อสอบมาตรฐาน ไม่มีบันทึกการสัมภาษณ์ และการให้คะแนนอยู่กับคณะกรรมการระดับจังหวัด อีกทั้งยังมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับรายชื่อคณะกรรมการคัดเลือกในบางจังหวัด จึงเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงกระบวนการดังกล่าวอย่างโปร่งใส
“รัฐบาลต้องพิสูจน์ว่าคนเหล่านี้ถูกเลือกเพื่อสุขภาพของประชาชน ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของฝ่ายการเมืองใด” น.ส.วทันยา กล่าว
น.ส.วทันยา ย้ำว่า ไม่ได้คัดค้านการเพิ่มคนเพื่อดูแลประชาชน แต่หน้าที่ของรัฐสภาคือไม่ควรอนุมัติตำแหน่งใหม่ก่อนรู้ว่างานซ้ำซ้อนกับใคร ไม่ควรอนุมัติสัญญา 2 ปีก่อนเห็นงบประมาณปีที่สอง และไม่ควรเปิดทางไปสู่ภาระงบประมาณกว่า 13,000 ล้านบาทต่อปี ก่อนรู้ว่าโครงการมีประสิทธิผลจริงหรือไม่ เพราะประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงชื่อตำแหน่งใหม่ที่มีคำว่า ‘พยาบาล’ แต่ต้องการพยาบาลวิชาชีพที่เพียงพอ คนดูแลที่มีความสามารถ และระบบที่เงินทุกบาทตรวจสอบได้ จึงขอสงวนความเห็นต่อวงเงิน 1,147.68 ล้านบาท จนกว่ารัฐบาลจะชี้แจงประเด็นความซ้ำซ้อนของภารกิจ สถานะทางกฎหมาย ความเป็นกลางของกระบวนการคัดเลือก และภาระผูกพันด้านงบประมาณในอนาคตให้ครบถ้วน