เมื่อถามว่า ปริมาณน้ำหรือไฟที่เหมาะสมเพื่อปลอดภัยของดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ไม่กระทบต่อชุมชนรอบข้างคือเท่าไหร่ นายพรพรหม กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจในว่ากี่ลิตร แต่ส่วนใหญ่ที่ใช้ในอาคารก็คือใช้ไฟ ใช้น้ำไม่เยอะ และเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร ซึ่งส่วนใหญ่อาคารก็ทำ EIA อยู่แล้ว ต้องมีการชี้แจงเรื่องค่าไฟ ค่าอะไรต่างๆ ที่ต้องถูกประเมินตลอด แต่เราก็มีสำนักงานเขตลงพื้นที่ตลอด แต่สิ่งที่จะดำเนินการต่อคือการพูดคุยกับทาง NECTEC (ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ) ซึ่งมีหน่วยงานชื่อ DTEC (สถาบันประเมินและรับรองเทคโนโลยีดิจิทัล) ที่จะสามารถประเมินได้ว่าดีต่อสิ่งแวดล้อม หรือมีผลกระทบอะไรหรือไม่ โดยกำลังพูดคุยถึงความร่วมมือ จะขอให้ทาง DTEC ไปช่วยตรวจสถานที่ต่างๆ
ส่วนที่ กทม. ไปสำรวจ 43 แห่ง มีตรงไหนที่มีการสำรองน้ำมันเยอะเท่าที่เจอที่พระราม 9 หรือไม่ นายพรพรหม บอกว่า เท่าที่เข้าใจพวกที่อยู่ในตัวอาคารจะไม่ใหญ่มาก แต่บางที่มีสำรองน้ำมันไว้อยู่แล้ว แต่ที่เป็นสแตนอโลน เราไปตรวจเข้มข้นเพราะเป็นเหมือนการให้บริการผู้อื่น คือสร้างมาเพื่อให้คนมาเช่าที่ เพื่อเป็นเซิร์ฟเวอร์ อันนี้ก็จะต้องมีน้ำมันไว้รองรับสำหรับเครื่องเจน เพราะต้องมีมาตรฐาน ลูกค้าก็จะมีความคาดหวังว่าต้องสำรองไฟได้ 48 ชั่วโมงตามเกณฑ์มาตรฐานระดับโลก
เมื่อถามว่า ควรจะจัดเป็นโซนนิ่ง ไม่ให้ “ดาต้าเซ็นเตอร์” อยู่ในชุมชน ให้ไปอยู่นอกเมืองหรือไม่ นายพรพรหม กล่าวว่า ก็ต้องรอดูคำนิยามที่คณะกรรมการฯ คุยกันว่าทุกอย่างจะเสร็จภายใน 1 เดือน ถ้าคำนิยามชัดก็ต้องดูว่าจะต้องเป็นโซนนิ่งประเภทไหน เข้ากรณีโรงงานหรือไม่ ต้องทำ EIA ในอนาคตหรือไม่ ก็จะมีความชัดเจน