คนรุ่นใหม่ไม่ได้ “ไม่สนใจการเมือง” แต่เขาสนใจการเมืองคนละแบบ เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าสังคมไทยต้องทำความเข้าใจให้ชัด คนรุ่นใหม่ไม่ได้แปลว่าไม่สนใจบ้านเมือง ตรงกันข้าม หลายครั้งพวกเขาสนใจการเมืองอย่างเข้มข้นกว่าคนรุ่นก่อนด้วยซ้ำ แต่เขาไม่จำเป็นต้องแสดงออกด้วยการเดินขบวนลงถนน พวกเขาอาจแสดงออกด้วยการแชร์ข้อมูล ทำคลิป ทำมีม ตรวจสอบนักการเมือง ตั้งคำถาม ทำแฟลชม็อบ สร้างแคมเปญออนไลน์ หรือใช้คะแนนเสียงของตนเป็นอาวุธทางการเมือง
เหล่านี้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เกิดปรากฏการณ์ของพรรคประชาชน วิธีที่คนจำนวนมากสนับสนุนพรรคประชาชน ไม่ได้มีลักษณะเหมือนการระดมมวลชนแบบการเมืองยุคม็อบพันธมิตรฯ ซึ่งไม่ได้แปลว่าคนเหล่านั้นไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง แต่พวกเขาเลือกใช้การเลือกตั้ง ข้อมูล เครือข่ายออนไลน์ และการมีส่วนร่วมทางความคิดเป็นเครื่องมือ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ คนรุ่นหนึ่งเชื่อว่า “ถ้าอยากเปลี่ยนประเทศ ต้องลงถนน” แต่คนอีกรุ่นหนึ่งอาจเชื่อว่า “ถ้าอยากเปลี่ยนประเทศ ต้องเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนข้อมูล และเปลี่ยนคะแนนเสียง” จะเห็นได้ว่าสองสิ่งนี้มีความแตกต่างที่สำคัญมาก
ยุคปัจจุบัน ม็อบอาจไม่หายไป แต่ความหมายของม็อบกำลังเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพทางการเมืองของการชุมนุมแบบเดิมลดทอนลง เมื่อก่อนถ้าคนหลายแสนคนอยู่บนถนน ประเทศแทบทั้งประเทศต้องหยุด แต่ในวันนี้ คนหลายล้านคนสามารถอยู่บนโลกออนไลน์พร้อมกันโดยไม่ต้องออกจากบ้าน ม็อบบนถนนอาจมีคนหนึ่งแสนคน แต่แฮชแท็กหนึ่งอาจเข้าถึงคนหลายล้านคน คลิปหนึ่งอาจถูกดูหลายสิบล้านครั้ง ข้อมูลหนึ่งชุดอาจถูกนำไปขยายผลต่อเป็นพันคลิป สิ่งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ที่เราไม่ควรมองข้าม
การเมืองยุคม็อบที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งจากการนำม็อบลงถนนในวันที่ 10 กันยายนจึงอาจมองได้อีกมุมหนึ่งว่า เป็นการกลับมาของ “มรดกการเมืองยุคเก่า” ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่นำม็อบไม่มีความสำคัญ แต่คำถามคือเครื่องมือที่ใช้ยังสอดคล้องกับสังคมที่เปลี่ยนไปหรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาที่นักการเมืองและนักเคลื่อนไหวทุกยุคต้องเผชิญ เครื่องมือหนึ่งเคยประสบความสำเร็จในอดีต ไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จเหมือนเดิมในอนาคต
ด้วยเหตุนี้ คุณสนธิอาจไม่ได้กำลังสู้กับรัฐบาลเท่านั้น แต่กำลังสู้กับ “บริบทใหม่” ศัตรูที่ยากที่สุดของม็อบ 10 กันยายนอาจไม่ใช่รัฐบาล แต่อาจเป็น “บริบททางสังคมที่เปลี่ยนไป” เพราะคนที่คุณสนธิเคยระดมได้ในอดีต วันนี้อาจมีอายุเพิ่มขึ้น ขณะที่คนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นฐานพลังทางการเมืองขนาดใหญ่กลับเติบโตขึ้นมาพร้อมกับวัฒนธรรมทางการเมืองที่แตกต่าง พวกเขาไม่ได้มีประสบการณ์ร่วมกับเหตุการณ์ทางการเมืองในยุคเดียวกับคุณสนธิ ไม่ได้ผูกพันกับสัญลักษณ์ทางการเมืองแบบเดียวกัน ไม่ได้รับข่าวสารจากโทรทัศน์ไม่กี่ช่อง และไม่ได้มองการลงถนนว่าเป็นจุดสูงสุดของการมีส่วนร่วมทางการเมือง
โลกยุคเจเนอเรชันเอไอ (Gen AI) ไม่ได้ต้องการม็อบใหญ่อย่างเดียว การเข้าสู่โลกที่เอไอ (AI) กำลังเปลี่ยนวิธีที่มนุษย์ทำงาน เรียนรู้ สื่อสาร และสร้างอิทธิพล มิติการเมืองเองก็หนีไม่พ้นกระแสนี้ ในโลกนี้ใครสามารถสร้างข้อมูลได้เร็วกว่า สื่อสารได้ตรงกว่า สร้างเรื่องเล่าได้เก่งกว่า และเชื่อมเครือข่ายผู้สนับสนุนได้มากกว่า คนนั้นอาจสร้างอำนาจทางการเมืองได้โดยไม่ต้องมีเวทีปราศรัยขนาดใหญ่เลยก็ได้
การเมืองในอนาคตอาจไม่ได้วัดกันที่ว่า “ใครเอาคนลงถนนได้มากกว่า?” แต่อาจวัดกันที่ว่า “ใครสามารถเปลี่ยนความคิดของคนได้มากกว่า?” วันที่ 10 กันยายนจึงเป็น “การทดลองทางการเมือง” มากกว่าการชุมนุมธรรมดา ซึ่งผมมองการเคลื่อนไหวของคุณสนธิครั้งนี้ว่าเป็นการทดลองทางการเมืองไทย เพราะจะตอบคำถามว่าการเมืองแบบมวลชนยังมีพลังอยู่หรือไม่ หรือประเทศไทยกำลังเปลี่ยนเข้าสู่ยุคที่ “มวลชน” ไม่จำเป็นต้องอยู่รวมกันในพื้นที่เดียวอีกต่อไป
แม้ว่าผมไม่คิดว่าการเมืองบนท้องถนนจะตายไป แต่ก็อย่าประเมินคนรุ่นใหม่ด้วยแว่นของคนรุ่นเก่า ผมคิดว่ายุคที่ถนนเป็นศูนย์กลางของการเมืองกำลังจบลง และสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องของคุณสนธิคนเดียว แต่เป็นโจทย์ของนักการเมืองทุกฝ่าย รวมถึงฝ่ายที่เคยประสบความสำเร็จจากการเคลื่อนไหวบนท้องถนนในอดีต โลกวันนี้มีคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้รอให้ใครมาบอกว่า “ต้องไปม็อบ” ตรงกันข้าม พวกเขาสามารถสร้างพื้นที่ของตัวเอง สร้างภาษาใหม่ สร้างสัญลักษณ์ใหม่ สร้างเครือข่ายใหม่ และสร้างวิธีต่อสู้ทางการเมืองของตัวเอง ทั้งหมดล้วนเป็น “การเมือง“ เพียงแต่เป็นการเมืองคนละยุค
ดังนั้น วันที่ 10 กันยายนจึงไม่ควรถูกจับตาเพียงว่า “คุณสนธิจะนำคนลงถนนได้กี่คน” แต่ควรถามให้ลึกกว่านั้นว่า “ถนนยังเป็นภาษาที่คนรุ่นใหม่เข้าใจอยู่หรือไม่?” เพราะในโลกที่คนรุ่นใหม่เติบโตมากับ ติ๊กต็อก (TikTok), เอไอ (AI) และสงครามข้อมูล การเมืองอาจไม่ได้แพ้ชนะกันที่ว่าใครยึดถนนได้ แต่อาจแพ้ชนะกันที่ว่า ”ใครยึดพื้นที่ในความคิดของผู้คนได้“ อันเป็นความแตกต่างระหว่าง “การเมืองยุคม็อบ” กับ “การเมืองยุคเจเนอเรชันเอไอ (Gen AI)” ม็อบต้องใช้คนจำนวนมากเพื่อเปลี่ยนการเมือง แต่คนรุ่นใหม่อาจใช้เพียง “ความคิดหนึ่งความคิด” ที่เดินทางไปถึงคนหลายล้านคนในเวลาไม่กี่นาที ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญแห่งยุคของการเมืองไทยในอนาคต