เนชั่นทีวี

ข่าว

“ทนาย-ม็อบ-อินฟลู” มาพร้อมกัน โดยมิได้นัดหมาย สร้างการเปลี่ยนแปลง หรือเบี่ยงกระแสสังคม?

08 ก.ย. 2569 | titayu_pur

“ทนาย-ม็อบ-อินฟลู” มาพร้อมกัน โดยมิได้นัดหมาย สร้างการเปลี่ยนแปลง หรือเบี่ยงกระแสสังคม?

เจาะลึก 3 อินฟลูเอนเซอร์ "ทนายตั้ม-อัจฉริยะ-สนธิ" เคลื่อนไหวพร้อมกัน ชวนตั้งคำถาม สร้างการเปลี่ยนแปลง หรือเบี่ยงกระแสคดีใหญ่ฮั้ว สว. และทุนต่างชาติ

เจาะลึก 3 อินฟลูเอนเซอร์ "ทนายตั้ม-อัจฉริยะ-สนธิ" เคลื่อนไหวพร้อมกัน ชวนตั้งคำถาม สร้างการเปลี่ยนแปลง หรือเบี่ยงกระแสคดีใหญ่ฮั้ว สว. และทุนต่างชาติ

KEY

POINTS

  • 3 อินฟลูเอนเซอร์เคลื่อนพลพร้อมกัน: "ทนายตั้ม" ร้อง DSI สอบโควตาสลาก-มูลนิธิ, "อัจฉริยะ" แฉขยะพิษ EEC นอมินีจีน, และ "สนธิ" แถลงเตรียมปลุกม็อบ "เอาประเทศไทยคืนมา"
  • ชวนตั้งคำถามเบี่ยงกระแสคดีใหญ่: การออกมาเคลื่อนไหวประจวบเหมาะกับช่วงที่ กกต. เตรียมชี้ชะตา 229 ราย คดีฮั้ว ส.ว. และความคืบหน้าคดีโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น
  • ชะตากรรมผู้เคลื่อนพลยังอยู่ระหว่างต่อสู้คดี: ทั้งทนายตั้ม (คดีฉ้อโกงเจ๊อ้อย) และอัจฉริยะ (คดีร่วมกันกรรโชกทรัพย์) ต่างได้รับการประกันตัวเพื่อต่อสู้คดีในชั้นศาลเช่นกัน

ในช่วงสัปดาห์นี้ ความเคลื่อนไหวในทางการเมืองที่ถูกจับตามองมีหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการลงมติของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 14 ก.ย. 2569 ชี้ชะตาว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 รายที่มีแกนนำรัฐบาลชุดนี้เข้าไปพัวพันกับคดีฮั้ว สว. นั้น จะถูกส่งศาลฎีกาพิจารณากี่ราย ยังมีการจับตามองคดีโกงสอบข้าราชการท้องถิ่นที่จนถึงวันนี้ คดียังไร้ความคืบหน้าไม่สามารถขยายผลไปสู่ผู้บงการตัวจริงได้ นอกจากนั้นยังมีความเปราะบางเรื่อง “ชาวต่างชาติ” ที่เข้ามามีสิทธิพิเศษในประเทศไทย ทั้งชาวยิว-ชาวจีน บางส่วน เป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่กระทบความรู้สึกของประชาชน ล้วนแต่รอคอยความชัดเจนในการจัดการปัญหาของรัฐบาล

 

แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน ก็เกิดความเคลื่อนไหวในส่วนของอินฟลูเอนเซอร์ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองออกมา “เรียกกระแส” จากสังคมไปได้ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น “ทนายตั้ม” ษิทรา เบี้ยบังเกิด, นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ และนายสนธิ ลิ้มทองกุล โดยทั้ง 3 คนล้วนมีผู้ติดตามและผู้สนับสนุนจำนวนมาก ออกมาเปิดประเด็นเคลื่อนไหวตามความสนใจและเป้าหมายของตัวเอง จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าจะนำการรับรู้ของสังคมไปสู่จุดไหน


 

 “ทนายตั้ม” เปิดศึก “กัน จอมพลัง” ไล่กล่าวหาปมทุจริต

 

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา “ทนายตั้ม” เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ เดินทางมาที่สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ภายหลังได้รับการประสานจากสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ขอให้ช่วยติดตามและตรวจสอบปัญหาเกี่ยวกับการจัดสรรโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลสำหรับคนพิการ หลังมีข้อร้องเรียนถึงความไม่เป็นธรรมในการได้รับสิทธิ์ อ้างว่ามีเจตนาต้องการช่วยเหลือสังคมและช่วยให้กลุ่มคนพิการได้รับสิทธิที่ควรจะได้รับอย่างแท้จริง

 

มองว่าคนตาบอดซึ่งควรได้รับโอกาสในการประกอบอาชีพและสร้างรายได้ จากโควตาสลากอย่างเหมาะสม จึงต้องการเห็นการจัดสรรสิทธิ์ที่โปร่งใส และโควตาสลากตกถึงมือคนพิการจริง ไม่ใช่ถูกนำไปใช้ผ่านบุคคลหรือกลุ่มอื่น นอกจากนี้ นายษิทรายังฝากข้อความไปถึง “นักการเมือง” และ “อินฟลูเอนเซอร์” หากมีผู้ใดเข้าไปแสวงหาหรือแย่งโควตาสลากที่ควรเป็นสิทธิของคนพิการ

 

นอกจากนั้น ยังสร้างกระแสด้วยการ “ขับเจ็ตสกีบก” ไปที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อขอให้ตรวจสอบการระดมทุนของ “มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้” ว่ามีลักษณะเข้าข่ายการฉ้อโกงประชาชน หรือมีการกระทำความผิดอื่นตามกฎหมายหรือไม่ อย่างไรก็ตาม สถานะปัจจุบันของ “ทนายตั้ม” นั้น คือ ได้รับการประกันตัว เพื่อต่อสู้คดีฉ้อโกงเงิน นางจตุพร หรือ เจ๊อ้อย ที่ศาลอาญาพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 5 ปี 12 เดือน และให้ชดใช้ค่าเสียหายกว่า 72 ล้านบาท

 

“ทนายตั้ม” เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ


 

“อัจฉริยะ” ร้องสอบ “ขยะพิษ” ฝังกลบพื้นที่ EEC

 

8 กันยายน 2569 นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ขอให้ตรวจสอบขบวนการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะพิษที่นำเข้ามาจากอเมริกาและขยะพิษไปฝังกลบในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา โดยนำข้อมูลของขบวนการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะพิษ จากประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีบริษัทที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 16 บริษัท จำนวน 126 ตู้คอนเทนเนอร์ผ่านเข้ามาที่ท่าเรือแหลมฉบัง ก่อนกระจายไปคัดแยกชิ้นส่วนที่โรงงานภายในจังหวัดฉะเชิงเทรา และชลบุรี และเมื่อคัดแยกชิ้นเสร็จแล้วจะนำชิ้นส่วนที่เหลือไปฝังกลบตามพื้นที่ที่ทางบริษัทได้เช่าไว้ในจังหวัดปราจีนบุรี

 

ซึ่งบริษัททั้งหมดพบมีเจ้าของตัวจริงเป็นชาวจีน และมีคนไทยเป็นนอมินีจัดตั้งบริษัท ส่วนขั้นตอนการลักลอบขนเข้ามาพบว่าบางครั้งจะใช้วิธีการแจ้งสินค้าเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และใช้วิธีขนผ่านมายังจุดฟรีโซน ทำให้รอดพ้นการตรวจสอบจากศุลกากร และยังระบุอีกว่าคดีดังกล่าวเข้าข่ายเป็นคดีพิเศษ เนื่องจากมีมูลค่าความเสียหายมากกว่า 30 ล้านบาท อีกทั้งส่วนตัวยังเชื่อว่าน่าจะมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง

 

ความเคลื่อนไหวของ อัจฉริยะ กลับมาอีกครั้งหลังจากที่ก่อนหน้านี้ ตำรวจกองปราบปรามจับกุมนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ พร้อมพวก 6 ราย เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ในข้อหาร่วมกันกรรโชกทรัพย์ โดยถูกกล่าวหาว่า เรียกเงินจำนวน 2.5 ล้านบาท แลกกับการไม่ไลฟ์แฉกรณีปล่อยตัวผู้ต้องหาชาวจีน ผู้เสียหายจ่ายเงินไปแล้วแต่ถูกเรียกเก็บเพิ่มจึงเข้าแจ้งความ โดยผู้ต้องหาแบ่งหน้าที่กันทำเป็นขบวนการ (เข้าหาผู้เสียหาย ข่มขู่กดดัน และรับเงิน) ทั้งนี้ นายอัจฉริยะได้ให้การปฏิเสธ และต่อมาศาลอาญาได้อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว และคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา

 

นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม

 

“สนธิ” ประกาศปลุกม็อบ ชำแหละปัญหารัฐบาล “อนุทิน”

 

และที่น่าจับตามองมากที่สุด คือ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมกลุ่มแกนนำ ร่วมแถลงทิศทางการเคลื่อนไหวครั้งใหม่ ภายใต้แนวคิด "เอาประเทศไทยของเราคืนมา" ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจของประชาชนต่อปัญหากลุ่มทุน และชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย ใช้คนไทยเป็น "นอมินี" รวมถึงประเด็นการถือครองที่ดินและทรัพย์สินในไทย

 

โดยกล่าวถึงปัญหาที่มองว่าเกิดจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เข้มงวด พร้อมวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่าปล่อยปละละเลยการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน โดยยกตัวอย่างกลุ่มทุนและชาวต่างชาติหลายสัญชาติที่ถูกกล่าวถึงในประเด็นธุรกิจสีเทา รวมถึงปัญหาการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มนายทุนขนาดใหญ่ การเร่งรัดอนุมัติโครงการศูนย์ข้อมูล (Data Center) และความล่าช้าในการจ่ายเงินเยียวยาฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่ ด้วย

 

แม้วันนี้นายสนธิ ยังไม่มีการลงเดินขบวนบนท้องถนน แต่ก็มีการเชิญชวนประชาชนร่วมกันเรียกร้องสิทธิ ความเป็นธรรม และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมบนแผ่นดินไทย ท่ามกลางการจับตาว่า “เอาประเทศไทยของเราคืนมา”

 

นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

 

การออกมาปรากฏตัวของ “ทนายความ-นักเคลื่อนไหว-ผู้นำม็อบ” ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ยิ่งทำให้หน้าสื่อเต็มไปด้วยข่าวใหญ่ ดึงความสนใจของสังคม หลายฝ่ายมองว่าความพยายามในการเคลื่อนประเด็นสำคัญอย่าง ฮั้ว สว. / โกงสอบท้องถิ่น / ต่างชาติละเมิดกฎหมาย อาจถูกลดความสำคัญลงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ทุกกลุ่มล้วนมีประเด็นที่อ้างว่าเป็นปัญหาของสังคม และตั้งใจทำเพื่อประชาชนทั้งสิ้น จึงต้องจับตากันต่อไป จะพัฒนาไปสู่การเคลื่อนไหวรูปแบบใดต่อไป

ข่าวล่าสุด