ด้าน รศ.รุจน์ โกมลบุตร อนุกรรมการการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค ระบุว่า ขณะนี้มีวาระรอการพิจารณาของ กสทช. จำนวน 148 วาระ ทั้งเรื่องผลกระทบจากการควบรวมกิจการ เรื่องทีวีดิจิทัล และเรื่องร้องเรียนอื่นๆ หากการประชุมไม่เกิดขึ้น วาระเหล่านี้ก็ไม่สามารถขยับต่อได้
รศ.รุจน์ เห็นว่า การหาทางให้การประชุมเกิดขึ้นเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยนอกจากสำนักงาน กสทช. ที่ต้องจัดให้มีกระบวนการประชุมแล้ว กรรมการทั้ง 6 คนที่ยังปฏิบัติหน้าที่ได้ควรร่วมกันหาทางออก เพื่อไม่ให้ข้อขัดแย้งเรื่องสถานะของประธานกลายเป็นเหตุให้การทำงานของทั้งองค์กรหยุดลง
ขณะที่ นายเดียว วรตั้งตระกูล เลขานุการสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) กล่าวว่า ความไม่ชัดเจนเรื่องอนาคตทีวีดิจิทัล ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของผู้ประกอบการ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิของผู้ชมในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เพราะการรับชมผ่าน OTT ยังต้องอาศัยทั้งอุปกรณ์ อินเทอร์เน็ต และมีค่าใช้จ่าย ซึ่งแตกต่างจากการเข้าถึงฟรีทีวี
นายเดียว ระบุว่า ภาคอุตสาหกรรมกำลังรอความชัดเจนว่า ทีวีดิจิทัลจะเดินต่ออย่างไรเมื่อเข้าใกล้เดือนเมษายน 2572 และเริ่มเห็นสัญญาณว่าผู้ประกอบการบางส่วนลดการลงทุน ทั้งการผลิตละคร รายการ วาไรตี้ รวมถึงการผลิตข่าว โดยมองว่าหากความไม่แน่นอนยืดเยื้อ ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวสถานีโทรทัศน์ แต่จะไปถึงคุณภาพและความหลากหลายของข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนได้รับ
“ทีวีไม่ใช่แค่เรื่องของผู้ประกอบการ แต่เป็นเรื่องของผู้บริโภคและผู้ชมที่ควรเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างทั่วถึง วันนี้เราต้องการความชัดเจนว่า อนาคตของทีวีดิจิทัลจะเดินไปทางไหน เพราะบ้านเมืองไม่สามารถเสียเวลาไปกับการรอได้อีก” นายเดียวกล่าว
ด้าน นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ประธานอนุกรรมการการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นจำเป็นต้องมีผู้เข้ามาช่วย “ปลดล็อก” เพราะผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับกิจการโทรทัศน์หรือโทรคมนาคม แต่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศด้วย
นางสาวสุภิญญา เห็นว่า สำนักงาน กสทช. ควรทำหน้าที่สนับสนุนให้กรรมการที่เหลือสามารถเดินหน้าประชุมและพิจารณาวาระที่ค้างอยู่ หากกลไกภายใน กสทช. ยังไม่สามารถหาทางออกได้ ฝ่ายบริหารก็ควรมีบทบาทช่วยประสานหรือหาทางคลี่คลายสถานการณ์ โดยไม่ก้าวล่วงความเป็นอิสระในการตัดสินใจขององค์กรกำกับดูแล
สำหรับภาพรวมการหารือในครั้งนี้ มุ่งเน้น 2 ประเด็นสำคัญ คือ กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม โดยสภาผู้บริโภคเสนอให้ กสทช. เร่งจัดทำโรดแมปทีวีดิจิทัลก่อนใบอนุญาตสิ้นสุดในปี 2572 พร้อมวางกรอบกำกับดูแลแพลตฟอร์ม OTT และมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค ขณะที่ด้านโทรคมนาคมเสนอให้ติดตามผลกระทบหลังการควบรวม ทั้งด้าน ราคา คุณภาพบริการ ความโปร่งใสของแพ็กเกจ และระบบแจ้งเตือนการใช้งาน เพื่อให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบและเลือกบริการได้อย่างเป็นธรรม
ขณะที่ กสทช. มีท่าทีสนับสนุนให้การทำงานเดินหน้าต่อเนื่อง ภายใต้กรอบกฎหมายและหลักนิติธรรม โดยเห็นว่าการประชุมและการตัดสินใจในประเด็นสำคัญไม่ควรหยุดชะงัก พร้อมเน้นให้สำนักงาน กสทช. สนับสนุนการทำงานอย่างเป็นกลาง
ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคยืนยันว่า หากการประชุมอย่างเป็นทางการของ กสทช. ยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ จะยังเดินหน้าประสานกรรมการทั้ง 6 คน เพื่อเปิดวงหารือในประเด็นที่กระทบผู้บริโภคต่อไป โดยเฉพาะการติดตามมาตรการหลังควบรวมกิจการโทรคมนาคมและการหาทางออกเรื่องอนาคตทีวีดิจิทัล เพื่อไม่ให้ปัญหาที่รอการตัดสินใจถูกทิ้งไว้อย่างไม่มีกำหนด