เครือข่ายยื่น ‘กรวีร์’ เร่งดัน พ.ร.บ.ความรุนแรงในครอบครัว
07 ก.ย. 2569 | titayu_pur

เครือข่ายต่อต้านความรุนแรงฯ ยื่น 'กรวีร์' เร่งผลักดัน พ.ร.บ.ความรุนแรงในครอบครัว ฉบับภาคประชาชน เข้าสภาฯ ด้านวิปรัฐบาลรับลูกพร้อมดันพิจารณาโดยเร็ว
ข่าว
07 ก.ย. 2569 | titayu_pur

เครือข่ายต่อต้านความรุนแรงฯ ยื่น 'กรวีร์' เร่งผลักดัน พ.ร.บ.ความรุนแรงในครอบครัว ฉบับภาคประชาชน เข้าสภาฯ ด้านวิปรัฐบาลรับลูกพร้อมดันพิจารณาโดยเร็ว
KEY
POINTS
7 กันยายน 2569 เครือข่ายต่อต้านความรุนแรงฯ ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ กรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธาน วิปรัฐบาล เพื่อเร่งรัดกระบวนการสภาฯในการเสนอพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองความรุนแรงในครอบครัว ฉบับภาคประชาชน หลังพบกฎหมายเดิมปี 2550 ขาดประสิทธิภาพ ไร้กลไกคุ้มครองผู้เสียหายที่แท้จริง ขณะที่ประธานวิปรัฐบาลขานรับข้อเรียกร้อง พร้อมเร่งจัดลำดับระเบียบวาระประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาในวาระแรกโดยเร็วที่สุด
ที่ห้องแถลงข่าว อาคารรัฐสภา ‘เครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศประเทศไทย’ กว่า 30 คน เข้าพบนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (ประธานวิปรัฐบาล) และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย เพื่อยื่นข้อเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรเร่งพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวฉบับภาคประชาชน ในชั้นรับหลักการวาระที่ 1 และขอให้ สส. ของพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคภูมิใจไทย ให้การสนับสนุนและลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ฉบับภาคประชาชน ให้เข้าสู่การพิจารณาในชั้นกรรมาธิการวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีสัดส่วนของกรรมาธิการจากภาคประชาชนเข้าร่วมในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ให้เกิดประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวต่อไป ทั้งนี้ มี สส.พรรคภูมิใจไทยมาร่วมรับหนังสือจำนวน 17 คน
ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท ผู้ประสานงานเครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศประเทศไทย กล่าวว่า เครือข่ายต่อต้านความรุนแรงฯ ได้จัดทำร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวฉบับภาคประชาชน โดยมีประชาชนร่วมเข้าชื่อเสนอกฎหมายดังกล่าวเป็นจำนวน 23,989 คน และเครือข่ายฯ ได้ยื่นร่างกฎหมายดังกล่าวต่อสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่ปลายปี 2568 และได้รับการบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรแล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา และขณะนี้ทั้งคณะรัฐมนตรีและพรรคการเมืองต่าง ๆ ก็ได้เสนอร่างกฎหมายเรื่องเดียวกันนี้ของแต่ละฝ่ายต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้วเช่นกัน สภาผู้แทนราษฎรจึงควรเร่งรัดให้มีการพิจารณากฎหมายดังกล่าวโดยเร็ว
“พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ฉบับปี พ.ศ. 2550 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน เป็นกฎหมายที่ไร้ประสิทธิภาพ เพราะไปเน้นไกล่เกลี่ยให้คู่กรณียอมความและคืนดีกันแทนที่จะเน้นคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำ และดำเนินการเอาผิดกับผู้กระทำความรุนแรงอย่างจริงจัง เป็นการผลักให้ผู้ถูกกระทำต้องกลับเข้าสู่วงจรความรุนแรง โดยรัฐไม่ได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายอย่างจริงจัง การแก้ไขกฎหมายความรุนแรงในครอบครัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองผู้ถูกกระทำและหยุดยั้งความรุนแรงจึงเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน"
“ที่ผ่านมากระบวนการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้มีความล่าช้าในหลายขั้นตอน วันนี้ ร่างกฎหมายความรุนแรงในครอบครัวของฝ่ายต่าง ๆ รวมทั้งร่างของภาคประชาชน มาอยู่ในมือของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เราจึงขอเรียกร้องให้วิปรัฐบาลเร่งนำร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็ว และขอให้ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคที่มีเสียง ส.ส. มากที่สุดในฝั่งรัฐบาล ให้การสนับสนุนโหวตรับหลักการร่าง พ.ร.บ. ฉบับภาคประชาชนด้วย เพื่อให้ภาคประชาชนได้มีส่วนเข้าไปร่วมพิจารณาปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวในชั้นกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อให้กฎหมายที่จะผ่านออกมามีความรัดกุม รอบคอบ สอดคล้องกับหลักสากล และคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวได้จริง” ดร.วราภรณ์ กล่าว
ด้าน นางสาวอังคณา อินทสา ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวปัจจุบันมีความร้ายแรงมากขึ้น ทั้งในแง่จำนวนเหตุการณ์และระดับความร้ายแรงของปัญหา โดยข้อมูลการศึกษาข่าวความรุนแรงในครอบครัวของมูลนิธิฯ พบว่า ในปี 2568 มีข่าวความรุนแรงในครอบครัวสูงถึง 1,021 ข่าว ในจำนวนนี้ เป็นกรณีการฆ่ากันตายถึง 383 ข่าว หรือร้อยละ 37.51 ซึ่งถือว่าสูงมาก และความรุนแรงที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคู่สามีภรรยาเท่านั้น แต่ข่าวความรุนแรงที่กระทำโดยแฟนหรือคู่รักก็มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 25.53 หรือหนึ่งในสี่ของข่าวความรุนแรงทั้งหมด
“จริง ๆ แล้ว ความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้มีแต่เฉพาะ ‘เหตุสะเทือนขวัญ’ ที่ปรากฏเป็นข่าวเท่านั้น ในการทำงานกับผู้ถูกกระทำรุนแรงในครอบครัวของมูลนิธิฯ เราพบว่าความรุนแรงในครอบครัวมักเริ่มจากระดับที่ไม่ร้ายแรงมาก แต่เมื่อไม่มีมาตรการทางสังคมหรือกฎหมายเข้าไปคุ้มครองผู้ถูกกระทำและหยุดยั้งพฤติกรรมความรุนแรงในช่วงต้น ความรุนแรงก็จะไต่ระดับขึ้นจนกลายเป็นเหตุการณ์ร้ายแรงอย่างที่เราเห็นในข่าว
ในฐานะคนทำงาน เรามองว่าการมีกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวที่มีประสิทธิภาพและใช้บังคับได้จริง จะช่วยหยุดยั้งความรุนแรงได้ตั้งแต่ในช่วงต้นก่อนที่เหตุการณ์จะลุกลาม และจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวให้ได้ผลจริง จึงอยากวิงวอนให้สภารับร่าง พ.ร.บ.ของภาคประชาชน ตั้งกรรมาธิการให้ภาคประชาชนที่ทำงานเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง ได้เข้าไปร่วมกันพิจารณา ให้กฎหมายมีประสิทธิภาพ ป้องกันและแก้ไขปัญหาได้จริง” นางสาวอังคณา กล่าว
ขณะที่ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล เปิดเผยภายหลังรับหนังสือว่า วิปรัฐบาลขานรับข้อเรียกร้องจากเครือข่ายภาคประชาชนที่เข้ายื่นร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว โดยกฎหมายดังกล่าวมีค้างอยู่ในระเบียบวาระของสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว และทุกพรรคการเมืองมีความเห็นตรงกันที่จะเร่งผลักดันเพื่อยุติปัญหาความรุนแรงในสังคม
ทั้งนี้ วิปรัฐบาลเตรียมหารือเพื่อจัดลำดับและหยิบยกกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาพิจารณาโดยเร็วที่สุด ขณะที่ฝ่ายบริหารทั้งคณะรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทย นำโดยนายนิกร จำนง ได้ร่วมกับ ส.ส.สตรีของพรรค เร่งยกร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อเสนอประกบคู่กัน ตอกย้ำความตั้งใจในการคุ้มครองสิทธิของประชาชนและสร้างความสงบเรียบร้อยในครอบครัวอย่างเป็นรูปธรรม
"การออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิคนในครอบครัวเพื่อยุติความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เราเห็นตรงกัน ทุกพรรคการเมืองอยากเห็นความสงบเรียบร้อย โดยเฉพาะความรุนแรงในครอบครัวลดลงหรือหมดไป ในฐานะที่ผมเป็นประธานวิปรัฐบาลขอรับเรื่องนี้และไปหารือกับวิปรัฐบาลเพื่อจัดระเบียบวาระเพื่อเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็ว ก็ต้องบอกว่าเราดีใจที่ได้เห็นความเข้มแข็งของเครือข่ายและภาคประชาชนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ รวมถึงการนำเสนอกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมทั้งหมด" นายกรวีร์ กล่าว