2.การอ้างเหตุผลของรัฐบาลระหว่าง พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท กับเรื่องของการใช้งบประมาณในงบกลาง 12,000 ล้านบาท ที่มีความย้อนแย้งกันในตัวเอง ตอนออก พ.ร.ก.กู้เงินรัฐบาล อ้างวินัยการเงินการคลัง บอกว่ารัฐบาลมีความจำเป็นเร่งด่วนและไม่สามารถใช้เงินประจำปีงบประมาณได้ แต่ไม่ถึงเดือนผ่านมา ร่าง พ.ร.บ.งบปี 70 กลับเห็นเงิน 12,000 ล้านบาท ที่ทำภารกิจเดียวกันซ่อนอยู่ในงบกลาง นี่จึงเป็นสิ่งที่ย้อนแย้งและเกิดคำถามว่า ถ้าตั้งงบประจำปีได้ทัน อย่างนั้นเงินกู้ที่รัฐบาลได้ขอไว้รัฐบาลต้องอธิบายเหตุผลใหม่ แต่ถ้ารัฐบาลอ้างว่าตั้งได้ไม่ทัน คำถามคือ เงิน 12,000 ล้านบาทเข้ามาอยู่ในงบกลางประจำปี 2570 ได้อย่างไร เพราะสุดท้ายแล้วประชาชนจะต้องแบกรับหนี้ภาษีเงินกู้และจะต้องเป็นคนที่ชดใช้ภาษีจากงบประมาณ
และ 3. เงิน 2 ก้อนนี้มีวัตถุประสงค์ที่เหมือนกัน แต่มาตรฐานการตรวจสอบไม่เหมือนกัน เงินภายใต้พระราชกำหนดมีคณะกรรมการกลั่นกรองตรวจสอบ และคณะกรรมการจะต้องมาดำเนินงานการดำเนินงานต่อสภา แต่ในขณะที่เงิน 12,000 ล้าน อยู่ในงบกลางภายใต้อำนาจของนายกฯและครม. หากให้เงิน 12,000 ล้านบาทผ่านงบกลางในครั้งนี้ ไม่ต่างกับการตีเช็คเปล่าไปให้นายกฯ และให้นายกฯสามารถที่จะไปออกแบบเขียนโครงการอะไรก็ได้ในอนาคต
ถ้าหากรัฐบาลอาจจะอ้างว่าที่ต้องทำเช่นนี้เพื่อความคล่องตัวในการดำเนินงาน ตนก็เห็นว่า รัฐบาลต้องตอบให้ชัด ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการกลไกป้องกันอย่างไรที่จะไม่ทำให้ความคล่องตัวกลายเป็นช่องโหว่ของการตรวจสอบ ยิ่งไปกว่านั้นในวงเงิน 12,000 ล้านบาท จะเห็นได้ว่ามีเงิน 9,600 ล้านบาทที่รัฐบาลได้จำแนกไว้เป็นรายจ่ายลงทุนโดยที่สภายังไม่เห็นโครงการไม่เห็นครุภัณฑ์ หรือไม่เห็นสิ่งก่อสร้าง ไม่เห็นหน่วยรับงบใดๆเลย คำถามคือเรากำลังนับเงินก้อนนี้เป็นการลงทุนจากอะไร เราไม่ควรจะทำให้ตัวเลขรายจ่ายลงทุนดูดี ด้วยการเรียกเงินก้อนหนึ่งว่า ลงทุน แต่สภาแห่งนี้ไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ประเทศกำลังจะเอาเงินภาษีประชาชนไปทำอะไรในอนาคต
นางสาววทันยา กล่าวว่า เงิน 12,000 ล้านบาทยังถูกตั้งแยกออกจากเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน เท่ากับรัฐบาลมีเงินทั้งสิ้น 112,000 ล้านบาท ที่เป็นรายจ่ายที่สามารถยืดหยุ่นทำอะไรก็ได้ในภายภาคหน้า สิ่งที่สภาต้องระวังคือเรากำลังเห็นรูปแบบการตั้งงบฯ ที่มีชื่อตามสถานการณ์ แต่รายละเอียดการใช้เงินจริงกลับถูกกำหนดในภายหลัง เช่น ค่าใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ในปีก่อนก็ได้ทยอยตัดลดงบจนสุดท้ายกลายเป็นเหลือ 0 เพียงแต่ปีนี้เปลี่ยนชื่อเรื่องใหม่กลายเป็นเรื่องของพลังงาน
"จึงไม่ใช่ว่า เงิน 12,000 ล้านบาทมากหรือน้อย แต่มันคือรัฐสภากำลังอนุมัติโครงการหรืออนุมัติเช็คเปล่าไปให้รัฐบาลกำหนดเองในภายหลัง นี่คือเช็คเปล่าที่มาจากคำพูดเปล่าที่ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบหรือเช็กได้ ดิฉันไม่ได้คัดค้านที่จะเปลี่ยนผ่านพลังงาน และพร้อมที่จะสนับสนุนงบประมาณเพื่อลดต้นทุนพลังงาน เพื่อความมั่นคงและเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ แต่ดิฉันเห็นว่าเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่ เมื่อเงินจำนวนมากยิ่งรัฐบาลขอใช้หลายช่องทางพร้อมกันมาตรฐานความโปร่งใสจะต้องสูงขึ้น ไม่ใช่ยิ่งใช้ยิ่งต่ำลง" นางสาววทันยากล่าว
นางสาววทันยา กล่าวต่อว่า หากรัฐบาลยืนยันว่าเงิน 12,000 ล้านบาท ไม่ซ้ำกับเงินกู้ 200,000 ล้านบาท ก็ขอให้รัฐบาลเปิดเผยชื่อโครงการหน่วยงานที่จะรับงบรวมถึง KPI หลักการอนุมัติให้ชัดเจน และเปรียบเทียบกับเงินกู้ 200,000 ล้านบาท เพื่อให้รัฐสภาแห่งนี้ได้เห็นถึงความโปร่งใสหากรัฐบาลไม่สามารถที่จะให้รายละเอียดเหล่านี้ได้ ตนคิดว่าสภาก็ไม่ควรอนุมัติเช็คเหล่านี้ไปให้ครม.และนายกฯใช้ในอนาคต
สุดท้ายไม่ว่าจะวงเงิน 200,000 ล้านบาทที่เรียกว่าเงินกู้ หรือเงิน 12,000 ล้านบาทที่เรียกว่างบประมาณก็มาจากเจ้าของเงินคนๆเดียวกันนั่นคือประชาชน และประชาชนมีสิทธิที่จะถามง่ายๆว่าทำไมต้องเสียเงิน 2 รอบพร้อมกับแถมเงินที่เสียรอบ 2 ก็กลายเป็นบิลที่ไม่เห็นใบเสร็จที่สามารถตรวจสอบได้