เมื่อถามว่า ปัญหาที่เกิดจากชาวอิสราเอลได้ลุกลามไปทั่วประเทศ นายพลพีร์ กล่าวว่า เรื่องคนสัญชาติอิสราเอลเป็นประเด็นในประเทศไทยมาโดยตลอด ยืนยันว่าตนไม่ได้นิ่งเฉย โดยได้ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เกาะสมุย และเกาะพะงัน ซึ่งตนได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมแล้ว ขณะนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กำลังพิจารณาว่าจะนำเรื่องนี้เข้าเป็นคดีพิเศษหรือไม่ เนื่องจากมีมูลค่าความเสียหายเกินกว่า 300 ล้านบาท
ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยและกรมการปกครองได้ขยายผลธุรกิจของคนกลุ่มนี้ไปมากแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสืบสวนสอบสวน โดยทำงานร่วมกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และดีเอสไอ ส่วนในบางพื้นที่จะมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เข้ามาร่วมด้วยหากพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง
เมื่อถามย้ำว่า ปัญหาชาวต่างชาติในประเทศไทยมีมากหรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า ชาวต่างชาติที่กระทำผิดกฎหมายมีจำนวนมาก ทั้งบริษัทนิติบุคคลที่ถือครองที่ดินโดยผิดกฎหมายกว่า 1,500 บริษัท และบริษัทต่างชาติที่น่าสงสัยอีกประมาณ 14,000 บริษัท ถือครองที่ดินประมาณ 5,800 กว่าแปลง มูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท ตนได้เน้นย้ำกรมที่ดินและกระทรวงพาณิชย์ให้ทำงานร่วมกัน ในส่วนบริษัทที่กระทำผิดกฎหมายกว่า 1,500 แห่งนั้น จะให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการบังคับจำหน่ายออกทันที ส่วนบริษัทที่ต้องสงสัยขอเวลาตรวจสอบประมาณ 15 วัน หากพบว่าผิดจะต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย
เมื่อถามว่า จะกำชับอย่างไรเมื่อพบว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีความหละหลวม นายพลพีร์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีกฎหมาย ชาวต่างชาติที่เข้ามาต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย ส่วนความละเลยของเจ้าหน้าที่ในการสำรวจหรือการออกใบอนุญาตนั้น ต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริง แต่เมื่อมีประเด็นนี้ออกมาพบว่าเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องในส่วนของสุสาน ส่วนการโยกย้ายกรรมการผู้ถือหุ้นในบริษัทนั้น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ระบุว่าตอนจดทะเบียนวันแรกเป็นคนไทย 100% หลังจากนั้นมีการปรับเปลี่ยนผ่านระบบออนไลน์ ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่เห็นข้อมูล ตนจึงให้กรมการปกครอง กรมที่ดิน และกระทรวงพาณิชย์หารือกันเพื่อพัฒนาระบบหลังบ้านให้กระทรวงมหาดไทยสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น หากมีสัดส่วนชาวต่างชาติถือครองที่ดินหรือบริษัทผิดกฎหมายให้มีระบบแจ้งเตือน ขณะนี้กำลังพูดคุยกันอยู่
ขอให้ประชาชนอย่ากังวลใจ เพราะเราเห็นตัวเลขและชื่อบริษัททั้งหมดแล้ว ส่วนคนไทยที่มีส่วนร่วมในการจัดตั้งบริษัท เรากำลังตรวจสอบว่า มีศักยภาพเพียงพอในการจัดตั้งบริษัทหรือไม่ ขณะนี้ตรวจสอบไปประมาณ 50,000 ชื่อ พบว่ามีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรวมอยู่ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องน่ากังวลเพราะไม่ทราบว่า คนเหล่านี้รู้ตัวหรือไม่ว่ามีชื่อถือครองบริษัทอยู่ หรือมีการรับจ้างหรือไม่ เราต้องเรียกบุคคลเหล่านี้มาสอบถาม ซึ่งต้องใช้เวลา
ยืนยันว่าจะดำเนินการต่อเนื่องเพราะเป็นข้อกังวลของประชาชน และนายกรัฐมนตรีที่จริงจังในเรื่องทุนสีเทา นอมินี สแกมเมอร์ และธุรกิจผิดกฎหมาย ตนจะพยายามเดินหน้าตีโจทย์ให้แตก และจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายอย่างจริงจัง