เวทีธรรมศาสตร์ถกปฏิรูปข้าราชการ ชี้ลดคนอย่างเดียวไม่พอ ต้องวางแผนกำลังคนใหม่ทั้งระบบ
04 ก.ย. 2569 | prisana_tha

เวทีธรรมศาสตร์ถกปฏิรูปข้าราชการรับมือวิกฤตการคลังไทย ชี้ลดคนอย่างเดียวไม่พอ ต้องวางแผนกำลังคนใหม่ทั้งระบบ เพราะบางหน่วยยังขาดแคลนกำลังคน
ข่าว
04 ก.ย. 2569 | prisana_tha

เวทีธรรมศาสตร์ถกปฏิรูปข้าราชการรับมือวิกฤตการคลังไทย ชี้ลดคนอย่างเดียวไม่พอ ต้องวางแผนกำลังคนใหม่ทั้งระบบ เพราะบางหน่วยยังขาดแคลนกำลังคน
KEY
POINTS
4 กันยายน 2569 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเวทีเสวนาปฏิรูปข้าราชการ Firming Thailand? ระดมความเห็นนักวิชาการหลากหลายสาขา หาทางออกให้ประเทศไทย ท่ามกลางความตึงตัวทางการคลังและภาระค่าใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มสูงขึ้น
หนึ่งในประเด็นสำคัญ คือ โครงสร้างกำลังคนภาครัฐ ปัจจุบันประเทศไทยมีบุคลากรภาครัฐราว 3 ล้านคน เป็นข้าราชการประมาณ 1 ล้านคน ขณะที่ต้นทุนการจ้างข้าราชการหนึ่งคน ตั้งแต่เริ่มรับราชการไปจนถึงหลังเกษียณ อาจสูงถึงราว 40 ล้านบาทต่อคน
รศ.ดร.สุนิสา ช่อแก้ว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 40% ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อพื้นที่ทางการคลังของประเทศ และทำให้รัฐบาลมีงบประมาณเหลือสำหรับการพัฒนาด้านอื่นน้อยลง
แม้รัฐบาลตั้งเป้าลดกำลังข้าราชการ 15% ภายในปี 2575 หรือประมาณ 30,000 อัตรา แต่การปฏิรูปไม่ควรมองเพียงตัวเลขการลดคน เพราะบางหน่วยงานมีบุคลากรมากเกินความจำเป็น ขณะที่บางหน่วยงานกลับขาดแคลนกำลังคนอย่างหนัก จึงต้องมีการวางแผนกำลังคนใหม่ทั้งระบบ รวมถึงเปิดทางให้เกิดการโยกย้ายข้ามหน่วยงาน และเตรียมโครงการเปลี่ยนผ่านอาชีพรองรับผู้ที่จะออกจากระบบราชการ
ด้าน รศ.ดร.สามชาย ศรีสันต์ ประธานบริหารหลักสูตรบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า เป้าหมายของการปฏิรูปไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการลดงบประมาณหรือลดจำนวนข้าราชการ แต่ต้องตอบคำถามสำคัญว่า ภารกิจและโครงสร้างของแต่ละกระทรวงยังเหมาะสมกับโลกยุคใหม่หรือไม่
พร้อมเสนอให้ทบทวนตำแหน่งบริหารและที่ปรึกษา ซึ่งอาจเป็นแนวทางลดต้นทุนได้มากกว่าการตัดตำแหน่งระดับปฏิบัติการ รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการแบ่งเบาภารกิจบริการประชาชนและตรวจสอบภาครัฐ
ขณะที่ รศ.ดร.ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย หัวหน้าหน่วยวิจัยด้านการวิเคราะห์ทางปัญญาประดิษฐ์เชิงลึกและเศรษฐมิติขั้นสูง คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ว่า แรงกดดันสำคัญของการคลังไทยยังมาจากภาระบำเหน็จบำนาญและค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นตามสังคมสูงวัย โดยการเปลี่ยนไปใช้ระบบประกันสุขภาพเอกชนอาจไม่ใช่คำตอบในการลดค่าใช้จ่าย
แนวทางสำคัญจึงอยู่ที่การปฏิรูประบบจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ และการใช้การจัดซื้อเชิงกลยุทธ์ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและลดความซ้ำซ้อนของระบบ ขณะเดียวกัน ประเทศยังจำเป็นต้องมองหาแหล่งรายได้ใหม่ ผ่านการขยายฐานภาษีและการออกแบบระบบสวัสดิการที่ยั่งยืนในระยะยาว
ส่วนการนำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ รศ.ดร.ธนาธร ทะนานทอง หัวหน้าหน่วยงานวิจัยด้านนวัตกรรมข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ย้ำว่า AI ไม่ใช่เครื่องมือที่จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ทั้งหมด แต่ควรถูกนำมาใช้ปรับปรุงกระบวนการทำงาน โดยเฉพาะงานซ้ำซ้อนและมีความเสี่ยงต่ำ เพื่อช่วยลดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่ภาครัฐดิจิทัลยังต้องคำนึงถึงต้นทุนระบบ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการกำกับดูแล AI อย่างเหมาะสม พร้อมผลักดันโครงการนำร่องที่ประสบความสำเร็จให้สามารถขยายผลไปยังหน่วยงานอื่น