แอลกอฮอล์เป็นสารก่อมะเร็ง อันตรายเริ่มก่อน “เมา”
ด้าน ศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ระบุว่า ความเสี่ยงจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้เริ่มเมื่อผู้บริโภคดื่มจนเมาหรือเกิดภาวะติดสุราเท่านั้น
แอลกอฮอล์ถูกจัดเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1 และสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งหลายชนิด โดยผลกระทบต่อสุขภาพสามารถเกิดขึ้นก่อนที่ผู้ดื่มจะมีอาการเมาหรือเกิดภาวะติดสุรา จึงไม่จำเป็นต้องดื่มในปริมาณที่ทำให้เมาจึงจะเกิดอันตรายต่อสุขภาพ
บุหรี่ไฟฟ้าวางกับดักนิโคติน เด็กเริ่มเร็วเสี่ยงติดยาว
ส่วนปัญหา “ควัน” โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้า ศ.เกียรติคุณ พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ หรือ ศจย. ระบุว่า นิโคตินทำให้เกิดการเสพติด และส่งผลกระทบทั้งต่อสมองและสุขภาพ
สิ่งที่น่ากังวลคือผลิตภัณฑ์เหล่านี้กำลังเข้าถึงเด็กและเยาวชนมากขึ้น เมื่อเริ่มใช้แล้วอาจนำไปสู่การเสพติดเป็นเวลานาน ขณะที่รูปแบบสินค้า สีสัน และการตลาดถูกออกแบบให้ดึงดูดผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มอายุน้อย
พญ.สุวรรณาเปรียบสถานการณ์ดังกล่าวว่าเป็น “กับดัก” ที่ถูกวางไว้เพื่อดึงผู้บริโภคให้เข้ามาใช้ผลิตภัณฑ์ และเมื่อเกิดการเสพติดแล้ว การหลุดออกจากวงจรดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย
WHO ดัน “3 by 35” ใช้ภาษีสุขภาพลดหวาน เมา ควัน
ปัญหาสินค้าทำลายสุขภาพไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ผลักดันแนวทาง “3 by 35” ให้ประเทศต่าง ๆ ใช้มาตรการภาษีสุขภาพกับผลิตภัณฑ์ 3 กลุ่ม ได้แก่ เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และผลิตภัณฑ์ยาสูบ
แนวทางดังกล่าวตั้งเป้าให้ราคาที่แท้จริงของสินค้าเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 50% ภายในปี 2035 เพื่อช่วยลดการบริโภคและผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน
สำหรับประเทศไทย เครือข่ายสุขภาพมองว่า ปัญหา “เค็ม” เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องจัดการควบคู่กัน จึงเป็นที่มาของการนำ 4 ประเด็น “หวาน เค็ม เมา ควัน” มาเชื่อมโยงในเวทีเดียวกัน
4 เครือข่ายชี้เป้าหมายเดียวกัน ลด NCDs ปกป้องเด็ก
ตัวแทนเครือข่ายระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงทั้ง 4 ด้านมีส่วนสร้างภาระโรค ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และเพิ่มความเสี่ยงต่อ NCDs ในอนาคต แม้ผลิตภัณฑ์จะแตกต่างกัน แต่แนวทางแก้ปัญหาและกลุ่มที่ต้องได้รับการปกป้องมีจุดร่วมสำคัญ คือเด็กและเยาวชน
ศ.ดร.นพ.พลเทพ ระบุด้วยว่า การทำงานแบบแยกส่วนอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะหลายมาตรการจำเป็นต้องขับเคลื่อนร่วมกันหลายหน่วยงาน เช่น มาตรการด้านภาษีที่ต้องทำงานร่วมกับกระทรวงการคลัง หรือมาตรการป้องกันเด็กและเยาวชนที่ต้องประสานกับกระทรวงศึกษาธิการ
ข้อเสนอจากเวทีจึงครอบคลุมทั้งมาตรการภาษี กฎหมาย การควบคุมการตลาด การศึกษา และการปรับสภาพแวดล้อม เพื่อไม่ฝากภาระการป้องกัน NCDs ไว้ที่ประชาชนหรือเด็กเพียงฝ่ายเดียว
เป้าหมายสำคัญคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้สิ่งที่ดีต่อสุขภาพ “เลือกได้ง่ายกว่าและเข้าถึงได้มากกว่า” พร้อมลดอิทธิพลของสินค้าที่ใช้รสชาติ ราคา รูปแบบผลิตภัณฑ์และการตลาดดึงผู้บริโภคเข้าสู่ความเสี่ยงด้านสุขภาพตั้งแต่วัยเยาว์
เพราะท้ายที่สุด การป้องกันโรค NCDs ไม่ได้อยู่ที่การบอกเด็กว่า “อย่ากิน อย่าดื่ม อย่าสูบ” เท่านั้น แต่ต้องทำให้สังคมไม่เปิดทางให้สินค้า “หวาน เค็ม เมา ควัน” เข้ามากำหนดอนาคตของเด็กไทย