เนชั่นทีวี

ข่าว

ผ่าวิกฤตการเมือง! "หมอชลน่าน" เคลียร์ปมขึ้นเวทีฝ่ายค้าน! ชี้การเมืองวิกฤตศรัทธา ชี้ทางออกประเทศ "แก้รัฐธรรมนูญ-สร้างความโปร่งใส"

28 ส.ค. 2569 | natthanan_chu

ผ่าวิกฤตการเมือง! "หมอชลน่าน" เคลียร์ปมขึ้นเวทีฝ่ายค้าน!  ชี้การเมืองวิกฤตศรัทธา ชี้ทางออกประเทศ "แก้รัฐธรรมนูญ-สร้างความโปร่งใส"

ผ่าวิกฤตการเมือง! "หมอชลน่าน" เคลียร์ปมขึ้นเวทีฝ่ายค้าน! ชี้การเมืองวิกฤตศรัทธา ยันไม่กระทบรัฐบาล ฟันธง 3 ต้นตอใหญ่ ชี้ทางออกประเทศ "แก้รัฐธรรมนูญ-สร้างความโปร่งใส"

ผ่าวิกฤตการเมือง! "หมอชลน่าน" เคลียร์ปมขึ้นเวทีฝ่ายค้าน! ชี้การเมืองวิกฤตศรัทธา ยันไม่กระทบรัฐบาล ฟันธง 3 ต้นตอใหญ่ ชี้ทางออกประเทศ "แก้รัฐธรรมนูญ-สร้างความโปร่งใส"

KEY

POINTS

  • “ชลน่าน” แจงยิบปมขึ้นเวทีฝ่ายค้านร่วมวงถกวิกฤตความเชื่อมั่น ยันพรรคเพื่อไทยรับทราบและไร้ปัญหาขัดแย้ง
  • ชี้วิกฤตการเมืองไทยพังทั้งระบบ ต้นตอจากปัญหาโครงสร้างรัฐธรรมนูญ ช่องโหว่เข้าสู่อำนาจ และกลไกตรวจสอบ
  • เสนอทางออกเร่งด่วนให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ พร้อมเร่งแก้ปัญหาระยะยาวด้วยการรื้อกติกาทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

จากกรณี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีต สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตผู้นำฝ่ายค้าน มีชื่อขึ้นเวทีฝ่ายค้าน ในหัวข้อ “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น” วันที่ 29 สิงหาคมนี้ ซึ่งมีชื่อ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ที่ออกมาพูดเรื่องคดีฮั้ว สว. ร่วมเวทีด้วยนั้น

 

 

 

 

 

28 สิงหาคม 2569 รายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ได้สัมภาษณ์ นพ.ชลน่าน ถึงประเด็นดังกล่าว

 

 

ผ่าวิกฤตการเมือง! "หมอชลน่าน" เคลียร์ปมขึ้นเวทีฝ่ายค้าน!  ชี้การเมืองวิกฤตศรัทธา ชี้ทางออกประเทศ "แก้รัฐธรรมนูญ-สร้างความโปร่งใส"

 

ผ่าวิกฤตการเมือง! "หมอชลน่าน" เคลียร์ปมขึ้นเวทีฝ่ายค้าน!  ชี้การเมืองวิกฤตศรัทธา ชี้ทางออกประเทศ "แก้รัฐธรรมนูญ-สร้างความโปร่งใส"

 

ผ่าวิกฤตการเมือง! "หมอชลน่าน" เคลียร์ปมขึ้นเวทีฝ่ายค้าน!  ชี้การเมืองวิกฤตศรัทธา ชี้ทางออกประเทศ "แก้รัฐธรรมนูญ-สร้างความโปร่งใส"

 

ผ่าวิกฤตการเมือง! "หมอชลน่าน" เคลียร์ปมขึ้นเวทีฝ่ายค้าน!  ชี้การเมืองวิกฤตศรัทธา ชี้ทางออกประเทศ "แก้รัฐธรรมนูญ-สร้างความโปร่งใส"

 

 

 

นพ.ชลน่าน เปิดเผยว่า ถามจริงตอบตรง ผมก็แจ้งทางพรรคไปว่า ผมจะมาร่วมรายการนี้ พรรคก็รับทราบตั้งแต่ได้รับหนังสือเชิญ เป็นเวทีผู้นำฝ่ายค้าน จัดโดยพรรคประชาชน เป็นเวทีกลุ่มงานผู้นำฝ่ายค้านในสภา ผมถูกทาบทามในฐานะเป็นอดีตผู้นำฝ่ายค้าน ผมก็เห็นว่าเป็นบทบาทที่เคยทำอยู่ ได้เห็นภาพขณะเป็นผู้นำฝ่ายค้านว่าการทำเวทีอย่างนี้เป็นการรับฟังความคิดเห็นประชาชนอย่างแท้จริง และประเด็นหัวข้อก็สามารถนำเสนอในมุมมองของอดีตผู้นำฝ่ายค้าน ในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ไม่มีตำแหน่งหน้าที่ทางการเมืองได้ เลยตัดสินใจรับครับ

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดา เป็นประเด็นที่สังคมสนใจ ช่วงที่ 2 ที่เชิญอดีตผู้นำฝ่ายค้านมาร่วม เน้นไปที่การเมืองไทยในความเชื่อมั่น และผลกระทบต่อการตรวจสอบถ่วงดุล ว่าในมุมมองอดีตผู้นำฝ่ายค้านเป็นอย่างไร ทำนองนั้น โดยเวทีนี้มา 5 ช่วง ตนเป็นแค่ส่วนหนึ่งของเวที โดยช่วงอดีตผู้นำฝ่ายค้านก็มี 3 ท่าน คือ นายชัยธวัช ตุลาธน, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และตน เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง หลังจากนั้นช่วงถัด ๆ ไปก็เป็นเจาะลึกฮั้ว สว.

 

เมื่อถามว่าจะกระทบความไว้วางใจระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นพ.ชลน่าน ตอบว่า ยิ่งทำให้ไว้ใจกันมากขึ้น เพราะพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ผมในฐานะเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย และอดีตหัวหน้าพรรค เข้าร่วมในการค้นหาความจริงของกลไกการตรวจสอบ เน้นย้ำว่าผมขึ้นเวทีไม่ได้ตรวจสอบรัฐบาลนายอนุทิน ไม่ได้เกี่ยวกับประเด็นร้อน กกต.ฮั้ว สว. แต่เป็นการหารือถึงปัญหาของระบบการเมือง กลไกตรวจสอบถ่วงดุล และกระบวนการเข้าสู่อำนาจขององค์กรต่าง ๆ

 

สำหรับบทบาทที่แตกต่างกันระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภานั้น นพ.ชลน่าน กล่าวว่า สส. มีหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน สส.ฝ่ายรัฐบาลมีหน้าที่สนับสนุนรัฐบาล พร้อมเสนอแนะให้การบริหารเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ขณะที่ สส.ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบ คัดค้าน และเสนอความเห็นในอีกมุมหนึ่ง อย่างไรก็ตาม สมาชิกวุฒิสภาไม่มีการแบ่งเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านตามรัฐธรรมนูญ และควรทำหน้าที่ในฐานะ สว.ของประชาชน ซึ่งต้องมีความเป็นอิสระและเป็นกลางในการตรวจสอบ โดยไม่แบ่งเป็นกลุ่มหรือฝักฝ่ายทางการเมือง

ส่วนในเรื่องวิกฤตความเชื่อมั่น นพ.ชลน่าน กล่าวว่า เป็นทั้งระบบ สำหรับสถานการณ์การเมืองไทย ปัญหาความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะองค์กรหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เกิดขึ้นกับระบบการเมืองโดยรวม

เมื่อถามว่าเกิดจากอะไรและเกิดจากใคร นพ.ชลน่าน ตอบว่า ต้นตอของปัญหามีอย่างน้อย 3 ประการ ประการแรกคือ ปัญหาเชิงโครงสร้างจากรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกติกาหลักในการกำหนดกระบวนการเข้าสู่อำนาจและการใช้อำนาจ หากโครงสร้างมีช่องโหว่หรือความบิดเบี้ยว ย่อมส่งผลต่อองค์กรที่เกิดขึ้นภายใต้กติกานั้น ประการที่ 2 คือ ปัญหาการเข้าสู่อำนาจและการใช้อำนาจที่ไม่เหมาะสม โดยมีกลุ่มบุคคลใช้ช่องว่างของกฎหมายเข้าสู่อำนาจ และเมื่อมีอำนาจแล้วอาจนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือพวกพ้อง มากกว่าประโยชน์ส่วนรวม และประการที่ 3 คือ กลไกตรวจสอบถ่วงดุลไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หากองค์กรตรวจสอบขาดความโปร่งใสหรือถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลาง ย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบทั้งหมด

แล้วจะแก้อย่างไร นพ.ชลน่าน เผยว่า การแก้ปัญหาควรแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ในช่วงระยะสั้น ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยต้องเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบและกำกับการใช้อำนาจมากขึ้น ขณะที่ทุกองค์กรต้องทำหน้าที่ด้วยความโปร่งใส ซื่อสัตย์ และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ส่วนในช่วงระยะยาว จำเป็นต้องแก้ปัญหาในระดับโครงสร้าง ด้วยการร่วมกันสร้างกติกาทางการเมืองใหม่ โดยเฉพาะการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ออกแบบกระบวนการเข้าสู่อำนาจ การใช้อำนาจ และการตรวจสอบถ่วงดุลให้มีความโปร่งใสมากขึ้น

"เป้าหมายสำคัญคือทำให้ทุกกลไกของรัฐสามารถใช้อำนาจภายใต้กติกาที่ได้รับการยอมรับ และนำอำนาจนั้นไปใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน มากกว่าการตอบสนองผลประโยชน์ของบุคคลหรือกลุ่มการเมืองใดกลุ่มหนึ่ง" นพ.ชลน่าน ระบุ
 

 

 

 

 

ข่าวล่าสุด