เนชั่นทีวี

ข่าว

เตือนดาต้าเซ็นเตอร์ ช่องว่างกฎหมายเสี่ยงกระทบพลังงาน-ลงทุน

25 ส.ค. 2569 | titayu_pur

เตือนดาต้าเซ็นเตอร์ ช่องว่างกฎหมายเสี่ยงกระทบพลังงาน-ลงทุน

นักวิชาการ มธ. หนุนบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ เร่งขึงเกณฑ์คุมใช้น้ำ-ไฟฟ้า ชี้ช่องว่างกฎหมายเดิมทำไร้ EIA เสี่ยงกระทบความมั่นคงพลังงานและความเชื่อมั่นนักลงทุน

นักวิชาการ มธ. หนุนบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ เร่งขึงเกณฑ์คุมใช้น้ำ-ไฟฟ้า ชี้ช่องว่างกฎหมายเดิมทำไร้ EIA เสี่ยงกระทบความมั่นคงพลังงานและความเชื่อมั่นนักลงทุน

KEY

POINTS

  • กฎหมายเดิมมีช่องว่าง: ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ไม่อยู่ในเกณฑ์ต้องทำ EIA หรือเข้าข่ายโรงงานตาม พ.ร.บ.โรงงาน ทำให้ขาดระบบควบคุมการใช้น้ำและไฟฟ้าอย่างตรงจุด
     
  • เสี่ยงแย่งชิงทรัพยากร: การกระจุกตัวของศูนย์ข้อมูลใน กทม. และ EEC อาจส่งผลให้เกิดปัญหาแย่งชิงน้ำหล่อเย็น พลังงานสะอาด และดันต้นทุนระบบส่งไฟฟ้าสูงขึ้น
     
  • จี้บอร์ดเร่งขึงเกณฑ์: เตือนรัฐบาลอย่ามุ่งเน้นเพียงการอนุมัติสิทธิประโยชน์ BOI จนมองข้ามการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะกลายเป็นความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว

25 สิงหาคม 2569 รศ.ดร.สุรศักดิ์ บุญเรือง นักวิชาการ มธ. ออกมาหนุนระเบียบจัดตั้ง บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ แต่เตือนรัฐเร่งออกแนวปฏิบัติคุมเข้มการใช้ทรัพยากรเป็นการด่วน หลังพบช่องว่าง กฎหมายสิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน ทำกิจการขนาดใหญ่หลุดรอดเกณฑ์ทำ EIA จนเสี่ยงเกิดวิกฤตแย่งชิงน้ำและไฟฟ้าในพื้นที่ กทม. และ EEC หวั่นเน้นแต่ ส่งเสริมการลงทุน จนกระทบ ความมั่นคงทางพลังงาน และสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในระยะยาว หากไร้แผนรองรับที่ชัดเจน


รศ.ดร.สุรศักดิ์ บุญเรือง อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลออกระเบียบจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ และปรับแนวทางการพิจารณาสิทธิประโยชน์ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ไฟฟ้า และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการชุดนี้ที่เพิ่งมีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2567 ที่ผ่านมา จำเป็นต้องเร่งออกกรอบนโยบาย มาตรฐาน และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนโดยเร็ว

รศ.ดร.สุรศักดิ์ บุญเรือง อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

 

รศ.ดร.สุรศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันไทยยังขาดแนวทางการกำกับดูแลธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เป็นการเฉพาะ ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และ BOI ต้องใช้อำนาจตามกฎหมายเดิมที่มีอยู่ ซึ่งควบคุมได้เพียงระดับหนึ่งและยังมีข้อจำกัดจากความคลุมเครือของกฎระเบียบในบางจุด

 

ทั้งนี้ ตัวอย่างเช่น ข้อจำกัดของระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีการประกาศกำหนดให้กิจการดาต้าเซ็นเตอร์เป็นประเภทโครงการที่ต้องจัดทำ EIA โดยพิจารณาจากลักษณะเฉพาะของกิจการ เช่น ปริมาณการใช้ไฟฟ้าหรือน้ำ ดังนั้นดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้ทรัพยากรในระดับสูงจึงไม่ได้เข้าข่ายต้องจัดทำ EIA เพียงเพราะมีการใช้ทรัพยากรสูง ทว่าอาจเข้าข่ายได้จากลักษณะ ขนาด ที่ตั้ง หรือองค์ประกอบอื่นของโครงการตามหลักเกณฑ์ EIA ที่มีอยู่

 

นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดเรื่องที่กิจการดาต้าเซ็นเตอร์อาจไม่เข้าข่ายเป็นโรงงานที่อยู่ภายใต้การควบคุมตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2562 เนื่องจากยังไม่ได้ถูกประกาศกำหนดให้เป็นโรงงานจำพวกใดจำพวกหนึ่งตามกฎหมายโดยเฉพาะ รวมถึงการขาดความชัดเจนเกี่ยวกับเกณฑ์ขออนุญาตใช้น้ำสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละขนาด โดยเฉพาะขนาดใหญ่ที่ต้องใช้น้ำปริมาณมากในระบบหล่อเย็นเพื่อระบายความร้อน อาจไม่อยู่ในเงื่อนไขที่บังคับให้ต้องขออนุญาตใช้น้ำเพื่อการอุตสาหกรรมโดยตรง เนื่องจากขาดความชัดเจนว่าเข้าข่ายเป็นโรงงานตามกฎหมายที่ต้องขออนุญาตใช้น้ำหรือไม่

 

รศ.ดร.สุรศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า การขาดนโยบายที่ชัดเจนอาจส่งผลให้เกิดการกระจุกตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งมีแหล่งข่าวประเมินว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์ไม่น้อยกว่า 30 แห่ง โดยกิจการประเภทนี้มีการดึงไฟฟ้าไปใช้สูงมากในบางช่วงเวลา จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจน ทั้งเรื่องจำนวนศูนย์ที่อนุญาตในแต่ละพื้นที่ ปริมาณการใช้พลังงาน และระบบการจ่ายไฟ

 

รวมถึงทำให้เกิดความกังวลถึงพื้นที่เป้าหมายอย่าง 3 จังหวัดในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นฐานของอุตสาหกรรมเดิมและ New S-Curve ที่ใช้พลังงานสูงอยู่แล้ว หากมีดาต้าเซ็นเตอร์เข้าไปเพิ่มโดยไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจน อาจเกิดปัญหาแย่งชิงทรัพยากร เช่น การสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่มจนเกิดความขัดแย้งในพื้นที่ หรือปัญหาการจัดหาพลังงานสะอาดที่ไม่ครอบคลุม จนต้องส่งไฟฟ้ามาจากพื้นที่ไกล อาจทำให้เกิดความจำเป็นในการลงทุนขยายระบบผลิต ระบบส่ง และสถานีไฟฟ้าเพิ่มเติม รวมถึงมีต้นทุนและการสูญเสียในระบบส่งเพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในที่สุด

 

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ในระยะสั้น กฎหมายที่มีอยู่เดิมอาจเพียงพอในระดับหนึ่ง หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับเกณฑ์การอนุมัติตามแนวทางของคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น การปรับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่ปล่อยความร้อนสูงและใช้น้ำมาก ต้องทำ EIA รวมถึงควรกำหนดให้มีหน้าที่รายงานข้อมูลการใช้ไฟฟ้า ปริมาณการใช้น้ำ ตลอดจนสัดส่วนพลังงานสะอาด รวมทั้งผลกระทบด้านความร้อน เสียง น้ำเสีย และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตมีการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกรอบนโยบายเดิมเริ่มรับมือไม่ไหว รัฐอาจจำเป็นต้องพิจารณาออกกฎหมายเฉพาะมากำกับดูแลเป็นการเฉพาะเจาะจง

 

รศ.ดร.สุรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้การออกระเบียบคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ จะแสดงให้เห็นถึงท่าทีของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการกำกับกิจการที่คำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม แต่ก็มีความกังวลว่าโครงสร้างของคณะกรรมการชุดนี้ที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีรัฐมนตรีจากหลายกระทรวงเป็นกรรมการ รวมทั้งมีเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นฝ่ายเลขานุการ อาจทำให้การขับเคลื่อนเชิงนโยบายในการออกมาตรฐานและแนวทางกำกับมีความล่าช้า ตลอดจนกังวลว่ารัฐบาลอาจมุ่งเน้นการขับเคลื่อนไปที่การส่งเสริมการลงทุนจนอาจมองข้ามความสำคัญของการกำกับดูแลและควบคุมผลกระทบ ซึ่งหากปล่อยให้แนวทางกำกับดูแลล่าช้า จะกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อทั้งระบบพลังงานและความเชื่อมั่นของประเทศ

ข่าวล่าสุด