เนชั่นทีวี

ข่าว

รัฐบาลเร่งเครื่องดันเมกะโปรเจกต์ EEC ไฟเขียว “สนามบินอู่ตะเภา–เมืองการบินภาคตะวันออก”

25 ส.ค. 2569 | natthanan_chu

รัฐบาลเร่งเครื่องดันเมกะโปรเจกต์ EEC ไฟเขียว “สนามบินอู่ตะเภา–เมืองการบินภาคตะวันออก”

รัฐบาลเร่งเครื่องดันเมกะโปรเจกต์ EEC ไฟเขียว “สนามบินอู่ตะเภา–เมืองการบินภาคตะวันออก” คาดดึงลงทุนเอกชน 1.3 ล้านล้านบาท สร้างงานกว่า 6.3 หมื่นตำแหน่ง

รัฐบาลเร่งเครื่องดันเมกะโปรเจกต์ EEC ไฟเขียว “สนามบินอู่ตะเภา–เมืองการบินภาคตะวันออก” คาดดึงลงทุนเอกชน 1.3 ล้านล้านบาท สร้างงานกว่า 6.3 หมื่นตำแหน่ง

KEY

POINTS

  • ครม. หนุนมาตรการเร่งด่วน: ขับเคลื่อนโครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกตามมติ กพอ. ตั้งเป้าบังคับใช้ภายใน 30 ก.ย. 2569 นี้  
  • อัดฉีดสิทธิประโยชน์จูงใจ: ให้หักค่าใช้จ่ายลงทุน (CAPEX) และดำเนินงาน (OPEX) ได้ 2 เท่า พร้อมคลอด EECa Visa ดึงดูดแรงงานทักษะสูงและนักลงทุนต่างชาติ
  • บูมเศรษฐกิจระยะยาว: สกพอ. คาดดึงเม็ดเงินลงทุนเอกชนตลอดอายุโครงการกว่า 1.3 ล้านล้านบาท สร้างงานกว่า 6.3 หมื่นตำแหน่ง และเพิ่ม GDP ตั้งแต่ปีแรก

25 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีรับทราบมาตรการสนับสนุนที่จำเป็นและเร่งด่วนเพื่อให้เริ่มโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ตามมติคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) โดยมีเป้าหมายเร่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ดึงดูดผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมเป้าหมายเข้าสู่พื้นที่ และผลักดันโครงการให้เดินหน้าโดยเร็ว 

 

 

 

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ได้ลงนามสัญญาร่วมลงทุนตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2563 ขณะที่มาตรการที่เสนอในครั้งนี้มุ่งสร้างแรงจูงใจให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการลงทุนในพื้นที่ เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าและดึงดูดผู้ประกอบการชั้นนำเข้ามาลงทุนได้มากขึ้น

 

รัฐบาลเร่งเครื่องดันเมกะโปรเจกต์ EEC ไฟเขียว “สนามบินอู่ตะเภา–เมืองการบินภาคตะวันออก”

 

มาตรการสำคัญที่ กพอ. เห็นชอบ ครอบคลุมทั้งด้านภาษี การลงทุน การอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการและบุคลากรต่างชาติ ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญคือ การให้ผู้ประกอบการสามารถหักรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรายจ่ายลงทุนในสินทรัพย์ (CAPEX) และรายจ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) ได้ 2 เท่า พร้อมเปิดทางให้พิจารณามาตรการเพิ่มเติมสำหรับผู้ประกอบการที่ส่งเสริมการใช้แรงงานทักษะสูง เทคโนโลยีทันสมัย พลังงานสะอาด การถ่ายทอดองค์ความรู้หรือเทคโนโลยี หรือมีการลงทุนสินทรัพย์มูลค่าสูงในอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการอนุญาตให้คนต่างด้าวเข้ามาอยู่เพื่อทำงานหรือประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเมืองการบินภาคตะวันออก การตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ หรือ EECa Visa รวมถึงการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับผู้ประกอบกิจการขนส่งระหว่างประเทศเฉพาะการขนส่งทางอากาศ โดยมาตรการด้านภาษีดังกล่าวจะกำหนดระยะเวลาคราวละ 5 ปี และมีการประเมินผลสัมฤทธิ์และความคุ้มค่าก่อนพิจารณาต่ออายุ

ขณะเดียวกัน ยังมีแนวทางลดค่าจดทะเบียนการเช่าและค่าจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาท่าเรือสำราญ (Cruise) ท่าเรือยอร์ช (Yacht Marina) ระบบขนส่งขนาดรอง (Feeder Systems) และการขยายพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเมืองการบินภาคตะวันออก เพื่อเชื่อมโยงสนามบินกับกิจกรรมการท่องเที่ยว การเดินทาง และการลงทุนโดยรอบอย่างเป็นระบบ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า กพอ. ยังเห็นชอบให้ปรับมาตรการบางส่วนให้เหมาะสมกับข้อกฎหมายและการดำเนินงานจริง เช่น การยกเว้นภาษีอากรสำหรับการอุปโภคบริโภคและประกอบกิจการในเขตประกอบการค้าเสรี (Free Trade Zone) รวมถึงแนวทางการนำเข้า การซ่อมบำรุง และการเก็บรักษารถแข่ง รถคลาสสิก และรถสะสมส่วนบุคคล โดยให้ สกพอ. หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และมาตรการควบคุมที่เหมาะสมต่อไป

ทั้งนี้ กพอ. ได้มอบหมายให้ สกพอ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการออกกฎหมายและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มาตรการที่ได้รับความเห็นชอบสามารถเกิดผลในทางปฏิบัติภายในวันที่ 30 กันยายน 2569

 

“มาตรการครั้งนี้มีเป้าหมายมากกว่าการเดินหน้าโครงการสนามบิน แต่เป็นการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจรอบเมืองการบินให้เกิดขึ้นจริง โดย สกพอ. ประเมินว่าจะช่วยกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนภายในโครงการประมาณ 1.3 ล้านล้านบาทตลอดอายุโครงการ สร้างการจ้างงานรวมกว่า 63,701 ตำแหน่ง เพิ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 400,000 คนต่อปี และเพิ่มการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ประมาณ 20,000 ล้านบาทเมื่อเริ่มเปิดให้บริการ รวมถึงสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP มากกว่า 37,000 ล้านบาทในปีแรกที่เปิดให้บริการ และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องตลอดระยะเวลาโครงการ” นางสาวลลิดา กล่าว

 

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลต้องการให้อู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกเป็นมากกว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านการบิน แต่เป็นกลไกดึงดูดการลงทุน การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมเทคโนโลยีและบริการมูลค่าสูง เชื่อมโยงการพัฒนา EEC เข้ากับเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างการจ้างงานและโอกาสทางเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว
 

 

 

ข่าวล่าสุด